บทความที่ได้รับความนิยม

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อรุณประดิษฐ์ ...ในความทรงจำ





ข้าพเจ้ามีโอกาสได้นึกถึงโรงเรียนเก่าอีกครั้งก็ตอนที่นักเรียนรุ่นน้องคือ รุ่น 109     ได้จัดงานมุทิตาจิต  เชิญคุณครูเก่า ๆ หลายท่านมาร่วมงานย้อนรอยอดีตสมัยที่เป็นนักเรียนอรุณประดิษฐ์  และพอได้ทราบว่าการเตรียมงานของพวกเขามีความคืบหน้ามาก  สามารถติดตามเชิญครูเก่าๆ มาได้หลาย ๆ ท่าน  ก็พลอยดีอกดีใจไปกับเขาด้วย  คุณครูหลาย ๆ ท่านซึ่งขณะนี้ก็คงแก่ชรามากแล้ว เชื่อว่าท่านคงปลาบปลื้มเมื่อทราบว่าศิษย์ยังระลึกถึง



นี่คงจะเนื่องเพราะคำสั่งสอนของคุณครูเหล่านั้นนั่นเอง  ที่เพียรอบรมให้ลูกศิษย์เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม ...วันนี้จึงเกิดขึ้น  ข้าพเจ้าเชื่อว่าศิษย์ที่ระลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะเจริญรุ่งเรือง จึงแอบอวยพรเงียบ ๆ ในใจ  ให้พวกเขาเหล่านั้นประสพความสำเร็จกันโดยถ้วนทั่ว 


ข้าพเจ้าก้าวเข้ามาใช้ชีวิตในรั้วของอรุณประดิษฐ์เมื่อตอนที่เรียนชั้นประถม 6  มีคุณครูประจำชั้นชื่อคุณครูทองเจือ เพียรสถาพร  ครูทองเจือยามนั้นยังเป็นสาววัยรุ่น ไว้ผมทรงบ๊อบ ยีผมจนหัวโต มีก้นหอยข้างแก้มเก๋ไก๋มาก และสอนวิชาภาษาอังกฤษด้วย จึงเป็นเรื่องที่นักเรียนเช่นข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งและภูมิใจว่าท่านเป็นครูที่จ๊าบและโก้หรููที่สุดในโรงเรียนเพราะอายุยังน้อยและเก่งมาก สอนอยู่ไม่กี่สัปดาห์โรงเรียนก็ส่งไปอบรมดูงานที่อิสราเอล  ยิ่งทำให้รู้สึกทึ่งมากขึ้นไปอีก คิดว่าครูประจำชั้นห้องเราต้องเป็นคนเก่งระดับแถวหน้าของโรงเรียนแน่  เวลาใครถามว่าอยู่ห้องใคร  ก็จะบอกด้วยความภาคภูมิใจว่าอยู่ห้องครูทองเจือ



ชั้นประถม 6  ขณะนั้น  มีนักเรียนน่าจะประมาณ  30  กว่าคนเห็นจะได้  หลายคนก็มากมายหลายนิสัย  และซุกซนกันไปตามประสาเด็ก  ข้าพเจ้าจะได้ยินครูทองเจือส่งเสียงดุนักเรียนทุกวัน  แต่ครูทองเจือเป็นคนเสียงนิ่ม  คำดุจึงไม่ค่อยขลัง  เวลาครูออกจากห้อง  นักเรียนก็จะไล่แกล้งกันจ้าละหวั่นทุกครั้งไป   มีเพื่อนอยู่ 3 คนที่ข้าพเจ้ากลัวเขามากหนักหนาในช่วงเวลานั้น   คนแรกชื่อศานิตย์  นามสกุลอะไรก็จำไม่ได้  เพื่อนคนนี้ชอบแกล้งคนอื่นทุกครั้งที่ทำเวรห้องตอนเลิกเรียน  โดยถือไม้กวาดไล่แหย่เพื่อน ๆ อยู่ตลอด ข้าพเจ้าเป็นเด็กตัวเล็ก  ทำได้อย่างเดียวคือต้องวิ่งหนีทุกครั้งไป   เพื่อนคนที่ 2  ชื่อไอ้หมึก  ข้าพเจ้าจำไม่ได้ทั้งชื่อจริงและนามสกุลจริง  แต่ไอ้หมึกนี่เป็นขาใหญ่ประจำห้อง  ชอบส่งเสียงดังและมีนิสัยนักเลง แต่ไอ้หมึกก็ไม่เคยทำร้ายเพื่อนในห้องเลยแม้แต่ครั้งเดียว   ตรงกันข้าม การมีไอ้หมึกอยู่ห้องเรา  ทำให้เพื่อนห้องอื่น ๆ ดูจะเกรงขามห้องเราไปด้วย  ไอ้หมีกจึงเป็นคุณต่อเพื่อนไปโดยไม่รู้ตัว เพื่อนคนสุดท้ายที่ข้าพเจ้ากลัวเขาหนักหนา เขาชื่อดนัย  มีอิ่ม ความน่ากลัวของดนัยมิได้อยู่ที่การชอบแกล้งเพื่อนเช่นศานิตย์หรือเป็นขาใหญ่ประจำห้องเช่นไอ้หมึก แต่ความน่ากลัวของเขาก็คือความอ้วนของเขานี่แหละ  ดนัยเป็นคนที่อ้วนมาก ๆ จนน่ากลัว  เวลาเดินไปไหนก็ต้องใช้เนื้อที่เยอะมาก ข้าพเจ้าจำได้ว่าต้องหลบจนตัวลีบ เมื่อเขาเดินผ่าน เพราะเกรงว่าเขาจะล้มทับเอา



ชีวิตในอรุณประดิษฐ์ เป็นช่วงที่มีความสุขสนุกสนานเป็นที่สุด  โดยเฉพาะชั่วโมงพละศึกษา ที่มีคุณครูวนิดา ศรียาภัย เป็นผู้สอน เพราะครูวนิดาเป็นคนสนุก และเอาจริงเอาจังในการสอน เราจะทุ่มกันสุดตัวในชั่วโมงนี้เพื่อให้รู้แพ้รู้ชนะกันให้ได้ในวิชาแชร์บอล    อาจารย์บุคเคอร์ และ แหม่มลูอิส บุคเคอร์  เป็นอีก 2 ท่านที่ยังจำได้ว่าสอนภาษาอังกฤษในบางครั้ง นักเรียนจะชื่นชมในความน่ารักที่ท่านพยายามพูดภาษาไทย  และพยายามสอนให้พวกเราพูดภาษาอังกฤษกัน






จะมีก็เพียงชั่วโมงมารยาทของคุณครูเพ่ง มหานนท์  ทุกอย่างก็จะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ   ครูเพ่งจะพูดเสมอว่า "เป็นกุลสตรี ต้องเรียบร้อย จะเข้าหาผู้ใหญ่ต้องรู้จักนอบน้อม ต้องเดินด้วยเข่าเข้าไปหา  ต้องนั่งพับเพียบให้เรียบร้อย  ต้องวางมือขวาทับมือซ้าย  ต้อง............ต้อง.... " ครูเพ่งเป็นคนที่พูดเสียงเข้ม  คำพูดมีน้ำหนัก  จึงทำให้ดูว่าเป็นคนดุ  ชั่วโมงมารยาทของครูเพ่งทุกคนก็จะสงบเสงี่ยมเจียมตัวไปโดยอัตโนมัติ   มารยาทขั้นพื้นฐานที่ครูเพ่งอบรมสั่งสอน  แม้ยามนั้นดูจะเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ  แต่เมื่อเติบใหญ่ มีหลายครั้งที่จำเป็นต้องรักษามารยาท  ก็จะนึกถึงครูเพ่งและรำลึกในพระคุณของท่านทุกครั้งไป


คุณครูเพ่ง มหานนท์


และมิใช่เพียงเฉพาะครูเพ่งเท่านั้น  ครูขวัญ  ครูชาญ  และคุณครูอื่นอีกหลาย ๆ ท่าน ที่ได้อบรมสั่งสอนทั้งโดยหลักการ และเทศนาตามหลักธรรมในพระคัมภีร์  ซึ่งทุกคนจะได้รับการอบรมทุกสัปดาห์หลังจากที่ได้ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้ากันแล้ว ข้าพเจ้ายังจำได้ถึงท่าทีของอาจารย์สมเพชร วิชัย ตอนท่านเล่นเปิยโน มือก็กดแป้น  ศรีษะก็พยักตามจังหวะ  สายตาก็จ้องมาที่เด็กนักเรียน ว่ามีใครไม่อ้าปากร้องบ้าง  คิดแล้วยังนึกขันตัวเองที่บางครั้งแกล้งอ้าปากตามครูโดยไม่มีเสียงออกจากลำคอ  บาปจริง ๆ





สิ่งหนึ่งที่คุณครูขวัญได้เทศนาในห้องประชุม ที่ข้าพเจ้ายังจำได้อยู่จนทุกวันนี้ .................

"จงรักเพื่อนบ้านของท่าน    เหมือนรักตัวท่านเอง"  ........
"จงเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ  เพราะการให้จะทำให้เรามีความสุข"................

สิ่งที่ครูขวัญเทศนาก็คือสัจจธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  ข้าพเจ้าเห็นว่า การปูพิ้นฐานจิตใจของเด็กนักเรียนในวิธีการที่โรงเรียนอรุณประดิษฐ์ได้กระทำ  เป็นสิ่งที่ได้ผล เพราะเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้น  ก็จะเป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ  อย่างน้อยก็คนกลุ่มหนึ่งคือพวกนักเรียนเก่าอรุณประดิษฐ์ของเรานี่แหละ  ในชีวิตนี้ข้าพเจ้าจึงไม่อาจลืมคุณครูขวัญ  สัตย์สงวนได้



คุณครูขวัญ สัตย์สงวน
  
 
โรงเรียนอรุณประดิษฐ์เป็นโรงเรียนเอกชนแห่งแรกของจังหวัดเพชรบุรีซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่โดดเด่น มาตั้งแต่ปี 2404  จากการที่เริ่มมีคณะมิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนา  ภรรยาของหมอแม็กฟาร์แลนด์ได้ชักชวนเด็กผู้หญิงในเมืองเพชรมาเรียนเย็บปักถักร้อย  โดยนำจักร์เย็บผ้ามาเป็นอุปกรณ์ในการสอน  และสร้างโรงเรียนหลังแรกเสร็จในปี พ.ศ. 2408 ใช้ชื่อว่า"โรงเรียนการช่างสตรี" เพราะสอนแต่วิชาการช่างและสอนเฉพาะเด็กหญิง  การสอนเย็บผ้าน่าจะเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเมืองเพชร จึงทำให้เมืองเพชรขณะนั้นได้ชื่อว่าเป็น "เมืองแห่งจักรเย็บผ้า"



          
                               

  

กิจการโรงเรียนมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ พร้อม ๆ กับความสำเร็จในการเผยแพร่คริสต์ศาสนา และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนมาเป็น "โรงเรียนอรุณสตรี" หลังจากนั้นก็มีการสร้างโรงเรียนชายอีกแห่งหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน ชื่อ "โรงเรียนประดิษฐ์วิทยา" และมีการพัฒนารวมเป็นโรงเรียนสหศึกษาในเวลาต่อมา ใช้ชื่อว่า "โรงเรียนอรุณประดิษฐ์" มาจนถึงปัจจุบัน  นั่นคือประวัติที่นักเรียนอรุณประดิษฐ์ทุกคนควรภาคภูมิใจ
   


      

ข้าพเจ้าเรียนอยู่ที่อรุณประดิษฐ์ตั้งแต่ชั้นประถม 6  จนถึงมัธยม 3  ก็ออกมาเรียนต่อที่กรุงเทพ โดยตั้งความหวังว่า จะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษากันให้ได้  เมื่อคุณครูได้เห็นความตั้งใจของพวกเรา ก็ตั้งหน้าตั้งตาติวให้อย่างเข้มข้น  ครูที่ข้าพเจ้าไม่สามารถลืมได้ก็คือคุณครูพิเชษฐ์ ชิโนวรรณ  ที่ติวให้พวกเราจนค่ำมืดทุกวัน  และครั้นจะปล่อยให้นักเรียนกลับบ้านเอง ก็ห่วงนักเรียน  ครูพิเชษฐ์ต้องขี่จักรยานต์คุมพวกเรากลับบ้าน ส่งแต่ละคนจนถึงบ้าน  จนครบทุกคน  ครูพิเชษฐ์ถึงขี่จักรยานต์กลับบ้าน  บุญคุณของครูพิเชษฐ์  จึงยากนักที่จะลืมได้  แต่ในที่สุดข้าพเจ้าก็สอบเข้าเตรียมอุดมไม่ได้ และต้องไปเรียนที่โรงเรียนสมถวิลราชดำริ   คงสร้างความผิดหวังให้แก่ครูไม่น้อยทีเดียว 



ข้าพเจ้ามีญาติพี่น้องหลายคนที่เรียนอยู่อรุณประดิษฐ์  อาทิเช่น  สุนันท์ สรรพอุดม , ณรงค์ สรรพอุดม , สมยศ สรรพอุดม , จารุณี สรรพอุดม , ประพนธ์ สรรพอุดม ,  กาญจนา  วรศิริ , จารีต วรศิริ , ศิรี วรศิริ , พยัคฆ์ วรศิริ , อุไรวรรณ วรศิริ ,  สุริยัน วรศิริ   และหลายคนกลับมาเป็นครูสอนที่อรุณประดิษฐ์ 



ครูกาญจนา วรศิริ



ครูกาญจนา วรศิริ  พี่สาวคนหนึ่งของข้าพเจ้า เล่าให้ฟังว่า เข้ามาเรียนอรุณประมาณปี พ.ศ. 2489 ช่วงนั้นลำบากลำบนมาก   เพราะเป็นช่วงที่ประเทศไทยเพิ่งผ่านสงครามโลกมา  บ้านเมืองยังไม่เรียบร้อยดีคนจนมีอยู่เยอะ  นักเรียนส่วนใหญ่ก็จนกัน  มาเรียนที่อรุณสตรี  ก็ไม่มีกระโปรงใส่  ต้องนุ่งผ้าถุงมา ช่วงนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคต ประชาชนไว้ทุกข์ให้ทั้งประเทศ บรรดา นักเรียนโรงเรียนอรุณ ต้องนุ่งผ้าถุงดำมาเรียน  และต้องใส่หมวกกะโร่อีกด้วย นึกภาพแล้วก็ดูน่าจะเก๋ไก๋ไม่น้อยทีเดียว สังคมไทยช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงเริ่มรับเอาวัฒนธรรมของตะวันตกมาใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ 



ครูกาญจนาเป็นคนสวยและเรียนดี  อีกทั้งชอบช่วยเหลือในเรื่องกิจกรรมของโรงเรียน  ไม่ว่าคุณครูจะให้ทำอะไรก็ทำหมดทุกอย่าง  จนเปรียบเสมือนเป็น"ดาวอรุณ" ก็ไม่ปาน และที่สำคัญเป็นศิษย์รักมากๆของครูขวัญ  ในแต่ละวันครูขวัญก็จะให้ออกไปชักธงชาติบ้าง  และช่วยเหลืองานอื่นๆ บ้าง  วันอาทิตย์ก็ให้ไปจัดดอกไม้ที่โบสถ์ศรีพิมลธรรม   มีอยู่ช่วงหนึ่งป่วยหนัก เป็นไข้หวัด ความร้อนขึ้นสูงมาก  ครูขวัญให้ไปนอนข้าง ๆ ห้องพักของท่าน และคอยเช็ดตัว ดูแลอาการไข้ให้   พยาบาลเหมือนดั่งเป็นแม่คนหนึ่ง  ครูกาญจนาเล่าถึงคุณครูขวัญด้วยความซาบซึ้งใจ เพราะความที่ครูขวัญรักครูกาญจนามาก   จึงได้ตั้งชื่อหลานสาวคนหนึ่งว่า "กาญจนา"  สัตย์สงวน



ถึงแม้ครูกาญจนา จะเป็นศิษย์รักของครูขวัญเพียงใด  แต่ถ้าทำผิดละก็หนักกว่าคนอื่นหลายเท่า มีอยู่ครั้งหนึ่งชวนเพื่อน ๆ แอบออกไปแอ๊กท่าถ่ายรูปกันที่ตลาดเมืองเพชร  ถูกครูขวัญทำโทษสั่งกักบริเวณเป็นเดือน เล่นเอาเข็ดเลย  ไม่กล้าทำอะไรโลดโผนอีก  คุณครูนิภา เป็นอีกท่านหนึ่งที่รักครูกาญจนามากและเมื่อคราที่จบจากอรุณประดิษฐ์ ต้องไปเรียนต่อที่อื่น ครูนิภา ท่านสนับสนุนให้เรียนครู  ขณะที่ครูอีกท่านหนึ่งสนับสนุนให้เรียนหมอที่ศิริราช  ด้วยความที่รักครูนิภามาก  จึงเชื่อคำแนะนำของครูนิภา ตัดสินใจเรียนครูอย่างแน่วแน่  คุณครูขวัญเห็นว่าเมื่อเจ้าตัวตัดสินใจเช่นนั้น ก็สนับสนุนให้เป็นนักเรียนทุนไปเลย จึงเป็นโชคดีที่ไม่ต้องรบกวนเงินทางบ้าน  เมื่อเรียนครูจบ  จึงมาเป็นครูที่อรุณประดิษฐ์



ครูสุนันท์ สรรพอุดม  , ครูจารีต  วรศิริ ,  ครูสิริ  วรศิริ  พี่สาวของข้าพเจ้าเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียนอรุณ และกลับมาเป็นครูที่อรุณ


ครูสุนันท์ สรรพอุดม กับลูกศิษย์

ครูจารีต วรศิริ กำลังสอน

อ.กาย,ครูสิริ,พี่ปิ๊ด,ครูสุนันท์,ครูสาคร,ครูวินัย วันงานโรงเรียน

ชีวิตในอรุณประดิษฐ์ ช่วงที่สนุกสนานเป็นที่สุด เห็นจะเป็นช่วงคริสต์มาส ที่ทุกคนกระตือรือร้นที่จะเสกสรรค์งานให้หวือหวา ตามความคิดของแต่ละห้องในช่วงนั้น  คุณครูก็ใจดีเปิดโอกาสให้เลิกเร็วเพื่อมาจัดเตรียมงาน  บางห้องก็จัดเป็นซุ้มแปลก ๆ บ้าง,บางห้องทำเสียโลดโผน เช่นห้อง ม.ศ.3 ก ที่ข้าพเจ้าอยู่เป็นปีสุดท้าย  จัดทำเป็นซุ่มคริสต์มาสที่เก๋ไก๋มากคือซานตาคอส โล้ชิงช้า โดดเด่นกว่าห้องใด ๆ วันนั้นสนุกสนานเป็นที่สุดแล้ว เพราะแต่ละคนคิดเหมือนกันว่า เป็นปีสุดท้ายที่จะอยู่ร่วมกันที่โรงเรียนอรุณประดิษฐ์แห่งนี้






เมื่อใกล้วันที่จะอำลากัน ความรู้สึกอาลัยที่แต่ละคนมีต่อกัน แสดงออกชัดเจนขึ้น พอๆ กับการที่ต้องคร่ำเคร่งในการดูหนังสือสอบไล่ ในทุก ๆวันจะต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งในการเขียนคำอำลาอาลัยในสมุด Friendshipให้กันและกัน  ข้าพเจ้ายังเก็บสมุด Friendship  ไว้อยู่จนปัจจุบัน  พอมาอ่านครั้งใด ก็ให้มีความสุขทุกครั้งและไม่เพียงแต่เพื่อนเท่านั้นที่เขียน Friendship ให้กัน  แต่คุณครูหลายท่านก็ยังร่วมเขียนอวยพรและให้กำลังใจนักเรียนด้วย


Friendship ที่ครูวิภาวีเขียนให้ข้าพเจ้า



Friendship ที่ครูอารมณ์เขียนให้ข้าพเจ้า


เมื่อนึกถึงชีวิตในอดีตที่อรุณประดิษฐ์ครั้งใด ก็จะมีความสุขทุกครั้ง  ความทรงจำที่มีที่อรุณประดิษฐ์จึงไม่อาจลืมได้จริง ๆ ......

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ฝากใจ..ไว้ภูฏาน




ข้าพเจ้าไม่เคยวางแผนชีวิตไว้เลยว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้ไปยืนอยู่ในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมาลัย แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว เมื่อได้ตกลงรับคำชวนของเพื่อนคนหนึ่งที่จะไปเที่ยวภูฏานเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และเนื่องจากช่วงเวลาที่จะเดินทางกระชั้นชิดมาก จึงไม่มีเวลาศึกษาข้อมูลของประเทศนี้ก่อน  ทราบเพียงสังเขปว่าเป็นประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่งในเอเซียที่อยู่ระหว่างจีนและอินเดีย และมีภูเขาจำนวนมาก จึงสันนิษฐานว่าไม่น่าจะต่างจากภาคเหนือของไทยนัก

คณะเราเดินทางด้วยสายการบิน Drukair ซึ่งเป็นสายการบินเดียวของภูฏาน เครื่องออกเวลา  04.30 น. ตามเวลาไทย ไปถึงภูฏานประมาณ  7.00 น. ใช้เวลาบิน 3.30 ชม. เวลาของภูฏานช้ากว่าไทย 1 ชม. อรุณเบิกฟ้าก่อนที่จะถึงภูฏานเล็กน้อย  กัปตันได้ชักชวนให้ผู้โดยสารดูเทือกเขาหิมาลัยที่อยู่ลิบ ๆ ทุกคนต่างตื่นเต้นกันภาพที่อยู่เบื้องหน้า  มันช่างสวยงามสุดบรรยาย   เทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เมื่อต้องกับแสงตะวัน ช่างระยิบระยับสวยจับตาเป็นยิ่งนัก


ไม่นานนักก็ถึงจุดหมายปลายทาง คือสนามบินพาโร  ซึ่งเป็นสนามบินขนาดเล็ก ขนาดเท่าสนามบินเมืองสุราษฏร์ของบ้านเราเห็นจะได้ กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองก็ไม่ยุ่งยากเนื่องจากวันหนึ่งมีไม่กี่เที่ยวบิน ใช้เวลาเพียงเดี๋ยวเดียวก็เสร็จสิ้น หลังจากนั้นเราก็ไปแลกเงินของประเทศภูฏานกัน

 
ภูฏานใช้เงินสกุลงุลตรัม มีเคาน์เตอร์ให้นักท่องเที่ยวแลกในสนามบิน  เงินงุลตรัม  มีค่าประมาณ 60%  ของเงินไทยนั่นคือ 100 งุลตรัม เป็นเงินประมาณ 60 บาท   สมาชิกทัวร์ต่างก็แลกเงินเพื่อนำไปจับจ่ายใช้สอยในภูฏาน  ทัวร์กลุ่มนี้มากัน 34 ชีวิต สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภูฏานได้ไม่น้อย คณะของเรามาแวะทานอาหารเช้าที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองพาโร โรงแรมนี้ตั้งอยู่ในหุบเขามีแม่น้ำไหลผ่าน สวยงามมากจนทุกคนพากันตื่นเต้นกับทิวทัศน์รอบด้าน แต่เมื่อเดินทางไปยังจุดอื่น ๆ ก็เห็นว่ามันมีสภาพคล้าย ๆ กันหมด โรงแรมที่นี่ประมาณ 3 ดาวเห็นจะได้ ส่วนใหญ่มีเพียง 2 ชั้น แต่บางโรงแรมมีชั้นใต้ดิน  ทุกแห่งไม่มีแอร์ เพราะยามมืดก็จะหนาว




เมื่อมาถึงภูฏานจริงๆ ความคิดของข้าพเจ้าแต่เดิมที่เห็นว่าคล้ายกับภาคเหนือของไทยต้องเปลี่ยนไป ภูฏานเป็นเมืองในหุบเขา  เมืองหนึ่งก็อยู่หุบเขาหนึ่ง จะไปอีกเมืองหนึ่งก็ต้องขับรถข้ามเขาเป็นลูก ๆ ไป ตลอดเวลาของการเดินทาง จึงเป็นการเดินทางบนไหล่เขาแทบทั้งสิ้น  บ้านทุกหลังตั้งอยู่บนเนิน และมีแม่น้ำไหลผ่าน  แม่น้ำนี้ก็คือหิมะที่ละลายนั่นเองไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัย ประเทศนี้น่าจะเป็นดินแดนที่มีธรรมชาติงดงามที่สุดในเอเซีย ข้าพเจ้าได้ยินบางคนกล่าวว่าประเทศภูฏานเปรียบเหมือนสวิสเซอร์แลนด์แห่งเอเซีย



ภูฏานเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยที่อยู่ระหว่างอินเดียและจีน มีเนื้อที่เพียง 38,000 ตร.กม. มีประชากรเพียง 750,000 คน  ไม่มีทางออกสู่ทะเล  คนภูฏานจะกินปลาได้ ต้องเป็นผู้ที่มีฐานะเท่านั้นเพราะต้องนำเข้าจากอินเดีย  อาชีพส่วนใหญ่ จะทำการเกษตรและปศุสัตว์ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนจะเห็นนาข้าวที่สวยงามปลูกทั้งบนที่ราบและไหล่เขา ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่ก็จะเก็บไว้กินเอง ชาวภูฏานจะเก็บข้าวไว้บนช่องหลังคาบ้าน


                     

ข้าวของชาวภูฏานเมล็ดอ้วนป้อม ผิดกับข้าวไทยที่เรียวยาว แต่มีความเหนียวคล้ายกับข้าวหอมมะลิของบ้านเรา นอกจากหุงกินแล้ว คนภูฏานยังดัดแปลงเป็นข้าวเม่าบ้าง ข้าวคั่วบ้าง อร่อยพอควร วิถีชีวิตของคนภูฏานเรียบง่ายเหมือนสภาพสังคมไทยในหลายสิบปีที่ผ่านมา เช้าขึ้นก็จัดแจงทำอาหารใส่กล่องให้ลูก เดินถือไปกินที่โรงเรียน แล้วก็ออกไปทำงาน สภาพครอบครัวมีความอบอุ่นและไม่ฟุ้งเฟ้อในตัวเมืองทิมพูซึ่งเป็นเมืองหลวงของภูฏาน ยังไม่พบเห็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่โตแต่จะมีเป็นร้านเล็กๆที่ขายของใช้ที่จำเป็น หรือเครื่องแต่งกายที่ไม่หรูหรานัก



และที่นี่ บริษัท CP  ยังไม่สามารถเข้าไปเปิดร้าน 7 eleven  ได้ แต่บอกพวกเขาก็มีอารมณ์ขันนัก  เปิดเป็นร้าน 8 eleven  แทนร้านนี้ขายของทุกประเภทเลยทีเดียว  มากกว่า  7 eleven  ของบ้านเราเสียอีก



ปัจจุบันเมืองทิมพู กำลังเจริญเติบโต  มีการก่อสร้างอาคารหลาย ๆ แห่งเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว มองไปทางไหนก็เห็นแต่ตึกที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างเต็มไปหมด


จึงสามารถคาดเดาได้เลยว่า อีก 5 - 6  ปีหลังจากนี้  เมืองทิมพูต้องเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายแน่นอน ความเป็นเมืองธรรมชาติของทิมพู อาจจะค่อย ๆ หายไป


เด็ก ๆ ชาวภูฏานจะเดินไปโรงเรียนเอง  พร้อมด้วยกระติกข้าวที่พ่อแม่จัดให้เพื่อไปกินที่โรงเรียนในตอน กลางวัน  ระหว่างเดินหากพบนักท่องเที่ยวกำลังถ่ายรูป ก็จะมาร่วมแจมด้วย และแอคชั่นเองโดยไม่ต้องบอก แถมนับ one two three แทนเราด้วย  เด็กภูฏานจะเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก  น่ารักมาก ๆ


พืชไร่ยอดนิยมของชาวภูฏานคือพริก  หลาย ๆ บ้านจะตากพริกไว้บนหลังคาบ้านเพื่อเก็บไว้กินตลอดปีอาหารพื้นเมืองที่นิยมกันนักหนาก็คือพริกสดผัดชีส ซึ่งชาวภูฏานเรียกมันว่า เอมมาดัสซี่  เกือบจะทุกมิ้ออาหารจะต้องมีเอมมาดัสซี่  หลายคนบอกว่าอร่อย  แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามันเลี่ยน จึงไม่ค่อยถูกปากนัก


สถานที่ท่องเที่ยวของภูฏาน ส่วนใหญ่จะเป็น ซองค์ต่าง ๆ  คำว่า Dzong แปลว่า ป้อมปราการ ซึ่งจะใช้เป็นที่อยู่ของพระสงฆ์  ชาวภูฏานจะให้ความสำคัญต่อทุกเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาเหนือสิ่งอื่นใด ภาพนี้คือปูนาคาซองค์ (Punaka Dzong)  ซึ่งเป็นสถานที่ ๆ กษัตริย์จิกมี่ใช้เป็นที่ประกอบพิธีอภิเษกสมรส ความสวยงามตระการตา อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของตัวซองค์กับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เทือกเขาที่สลับซ้อนที่อยู่เบื้องหลัง กับแม่น้ำที่ทอดยาวจากหิมาลัย รวมเป็นองค์ประกอบที่ทำให้สวยงามเกินจะบรรยายจริงๆ


ภาพนี้คือโดจูล่า (Dochula) เป็นยอดเขาแห่งหนึ่งที่สูงประมาณ 3,150 เมตร เป็นที่ประดิษฐานสถูป 108 องค์ ที่พระราชินีของกษัตริย์องค์ที่ 4 สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติของพระสวามีและบุตรชายที่ชนะศึกสงคราม ไม่ว่าประเทศใด ๆ ก็ล้วนมีศึกสงครามกันทั้งสิ้น ตราบใดที่ยังมีผู้อ่อนแออยู่ในโลกนี้  ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะสามารถยืนอยู่ได้อย่างสง่างาม เป็นสัจจธรรมทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าใดแม้แต่ประเทศไทยของเรา ที่สามารถเป็นได้เช่นทุกวันนี้ ก็เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ผู้กล้าที่เราท่านทั้งหลายควรต้องรำลึกถึงพระคุณให้จงหนัก




ภาพนี้คือทาซิโซซองค์ ซึ่งเป็นป้อมปราการประจำเมืองทิมพู ที่ภูฏานนี่ทุกเมืองจะมี Dzong  ประจำเมืองที่ Dzong นี้ ส่วนหนึ่งจะเป็นที่อยู่ของพระสงฆ์ อีกส่วนหนึ่งจะใช้เป็นสถานที่บริหารราชการ  จึงใหญ่โตมาก วันนั้นที่คณะของเราไป ตรงกับงานประเพณีประจำปี งานทิมพูเซจู เป็นการแสดงระบำหน้ากากที่แสดงโดยพระสงฆ์ทั้งหมด ออกมาร่ายรำในท่วงทำนองพื้นเมืองที่เกี่ยวข้องกับศาสนา  ซึ่งชาวภูฏานจะให้ความสนใจมาเที่ยวชมกันจำนวนมาก  คนที่เข้ามาในงาน จะต้องแต่งกายชุดพื้นเมืองของชาวภูฏานเต็มยศ  ชุดของผู้ชายจะเรียกกันว่า โกะ (Gho)  ส่วนชุดของผู้หญิงจะเรียกกันว่า คิระ (Kira) 




สถานที่ท่องเที่ยวที่ถือเป็นจุดขายอีกแห่งหนึ่งของภูฏาน ก็คือ Big Buddha view point  ที่เรียกว่า The Buddha Dordenma  เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากตั้งอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง  คล้าย ๆ กับ Big Buddha  ที่วัดนาคเกิด จังหวัดภูเก็ตของไทย แต่ภูเขาที่นี่สูงกว่า วิวจึงสวยกว่า มองไปด้านล่างก็จะเห็นทิวทัศน์เมืองทิมพู


ที่เมืองทิมพู   คณะเรามีโอกาสออกเที่ยวชมยามราตรี  แต่มิใช่สถาน Disco  หรือที่อื่นใด  หากแต่เป็นสถูปแห่งหนึ่งที่อยู่ใจกลางเมือง เปรียบเสมือนเป็นหลักเมืองก็อาจกล่าวได้  สถูปแห่งนี้เรียกว่า Memorial Chorten   สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติ์แก่พระเจ้าจีกมี ดอร์จิ วังชุก  กษัตริย์องค์ที่ 3 ของภูฏาน ชาวภูฏานนิยมมาเดินจงกลมที่สถูปแห่งนี้ในยามค่ำคืน  แต่วันนั้นเราอาจจะไปมืดเกิน   ประตูทางเข้าสถูปปิดไปแล้ว  แต่ไกด์ดอร์จี ชาวภูฏานของเราก็เหลือร้าย ปีนรั้วขึ้นไปตามพระสงฆ์ที่เฝ้าอยู่ข้างใน มาช่วยเปิดประตูให้ จึงมีโอกาสเข้าไปสักการะภายในได้



สถานที่ท่องเที่ยวของภูฏาน หนีไม่พ้นวัดและซองค์ต่างๆ เพราะสถานที่เหล่านี้เขาถือเป็นสถานที่สำคัญ วัดหนึ่งที่ไกด์พาคณะเราแวะชม คือ วัดตัมโซ  เป็นวัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งบนเนินเขา  แต่ก่อนจะเข้าวัดต้องเดินผ่านสะพานที่ทำด้วยโซ่เหล็กโบราณอายุไม่ต่ำกว่า 500 ปี ซึ่งถือเป็นจุดขายของวัด เพราะเชื่อมั่นในความแข็งแรงของโซ่เหล็กโบราณนี้  นักท่องเที่ยวทั้งหลายต่างก็พากันไปโยกเยกบนสะพานกันเป็นที่สนุกสนาน


ไฮไล้ท์อีกแห่งหนึ่งที่คณะเรามีโอกาสได้ไปชม คือ พาโรริงปุงซองค์ (Paro Ringpung Dzong)  เป็นซองค์ประจำเมืองพาโร  ใช้เป็นที่พักสงฆ์ และส่วนหนึ่งเป็นที่บริหารราชการ เช่นเดียวกับซองค์ของเมืองอื่น ๆ ความยิ่งใหญ่ของที่นี่ไม่แพ้ ปูนาคาซองค์  และที่นี่ได้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Little Buddha


ที่สุดแห่งการท่องเที่ยวภูฏานในครั้งนี้  ที่เชื่อว่าจะไม่มีผู้ใดลืมได้ก็คือ การขึ้นไปเที่ยวชมวัดทักซัง วัดซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาที่สูงชันถึง 3,100 เมตร เป็นที่แสวงบุญของชาวภูฏานที่เลื่อมใสศรัทธากันมากที่สุด  ทิวทัศน์ของวัดทักซัง งดงามเกินจะบรรยาย


เนื่องจากวัดตั้งอยู่บนภูเขาสูง และไม่มีทางรถยนตร์ขึ้นได้  จึงต้องเดิน..เดิน..เดิน..เพียงเท่านั้น และต้องเดินตามทางที่อยู่ริมเหว  ตัวช่วยมีอยู่อย่างเดียวคือการขี่ม้าขึ้น  ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่ต้องขอขี่ม้าเป็นตัวช่วย มิฉะนั้นก็ไม่อาจขึ้นวัดทักซังได้ สนนราคาของม้าก็ตัวละ 500 งุลตรัม ประมาณ 300.-บาทไทย  แต่ม้าจะขึ้นไปส่งเพียงครึ่งทาง ประมาณ 2 กม. อีกครึ่งทาง สูงชันมาก ต้องเดินขึ้นเอง เอาก็เอาวะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว ครั้งหนึ่งในชีวิต ในที่สุดก็ขึ้นไปอยู่บนหลังม้า ด้วยการช่วยเหลือของเจ้าของม้าทั้งอุ้มทั้งดันทั้งผลักขึ้นไปจนสำเร็จ  เมื่อขึ้นไปขี่แล้ว ก็กลัวม้าผยศอีก จึงต้องทำตัวเบา ๆ และลูบหน้าม้าอยู่บ่อย ๆ เพื่อขอให้ม้าทำตัวดี ๆ   ถ้าเจ้าพยศ ข้าตายแน่  เจ้าม้าก็แสนดี ไม่พยศเลย แต่จะแวะกินหญ้าริมเหวอยู่ร่ำไปตลอดทาง  ช่างแกล้งกันชัด ๆ  ม้าของข้าพเจ้าชื่อ เจ้าตรีม ถูกกำหนดให้อยู่ตัวสุดท้ายของกลุ่มแต่เมื่อออกเดินทางจริง ความที่เป็นม้าวัยรุ่น รำคาญความชักช้าของตัวหน้า ก็เลยถือโอกาสเบียดตัวหน้าที่น้องตุลย์กำลังขี่อยู่  และแซงขึ้นไปเสียเลย แม้จะถูกผู้คุมดุเอา ก็ไม่สนใจ  แต่ก็ยังดีกว่าม้าของคุณพร ที่อยู่ด้านหน้าถัดขึ้นไปอีก 3 ตัว  เจ้านั่นคงเป็นม้าอิทธิพล เดินไปดี ๆ ก็ยกขาหลังถีบม้าตัวข้างๆ เสียอย่างนั้น เล่นเอาคุณพรร้องเสียงหลง  กลัวจะตกจากหลังม้ายามแก่






เมื่อลงจากหลังม้าจึงค่อยหายใจอย่างโล่งอก ที่พ้นความเสี่ยงไปแล้ว  แต่หนทางข้างหน้าอีก 2 กม.ที่จะต้องเดินขึ้นนี่ซี  ดูแล้วมันช่างยากเย็นจริง ๆ  แต่มาแล้วนี่ ยังไงก็ต้องกัดฟันเดินขึ้นไปให้จงได้  ข้าพเจ้าค่อย ๆ เดินเพื่อไม่ให้เหนื่อยง่าย แต่ดูแล้วมันช่างยากลำบากจริง ๆ เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยแล้ว หายใจแฮกๆ  ตลอดทาง น้องทิพย์เพื่อนร่วมทางคนหนึ่ง แนะให้หายใจลึก ๆ ให้เต็มปอดและผ่อนออกช้า ๆ ให้หมด ดูท่าจะได้ผล แต่ก็ชั่วเพียงระยะทางหนึ่งเท่านั้น   ในที่สุดข้าพเจ้าต้องใช้วิธีตั้งสติพิจารณาสัจจธรรมไปด้วยระหว่างเดิน  จนลุถึงวัดทักซังได้สำเร็จ



การเดินทางที่ยากลำบากในครั้งนี้  ทำให้เห็นถึงสัจจธรรมหลายอย่าง " การไปถึงจุดสูงสุด ย่อมจะต้องผ่านความยากลำบากเสมอ "  ........" จะทำสิ่งใดให้สำเร็จ  ต้องมีความตั้งใจจริงและมุมานะอดทน " ...ข้าพเจ้าเดิน ๆ ๆ  ขึ้นไปด้วยความมุมานะอดทน เพราะตั้งใจจะไปให้ถึงวัดทักซังให้จงได้  เดินจนร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ    เข้าใจในบัดดลว่า "สภาพคนที่เหนื่อยจนเหงื่อโทรมกาย" นั้นเป็นอย่างไร  และเข้าใจด้วยกับคำว่า " อีกเฮือกหนึ่ง"..นั้นเป็นอย่างไร   การขึ้นวัดทักซังในครั้งนี้ทำให้เข้าใจในสัจจธรรมของชีวิตหลาย ๆ อย่างทีเดียว.....คุณแม่เชื่อง สมาชิกผู้ร่วมทางท่านหนึ่ง ท่านกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำว่า " ใกล้ตายเพียงนิดเดียว"  ...ความเหนื่อยของแต่ละคนคงไม่ต้องบรรยายใด ๆ อีกแล้วกระมัง

เมื่อเมฆหมอกผ่านไป  ท้องฟ้าย่อมใสสว่าง  ทันทีที่เห็นวัดทักซังในเบื้องหน้า ความเหนื่อยก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง  เหลือเพียงความตั้งใจอย่างเดียว ..."อีกเฮือกหนึ่ง ก็ถึงแล้ว"....และในที่สุดเราก็ถึงวัดทักซัง


บนวัดทักซัง มีพระสงฆ์อาศัยอยู่  มีพระพุทธรูปหลายองค์ที่เจ้าของสถานที่ไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพ มีจุดปฏิบัติสมาธิของพระท่านหนึ่งในอดีต อยู่ในช่องหินที่ลึกมาก  ซึ่งมีตำนานเล่าขานกันว่า ท่านเป็นองค์ปฐมาจารย์ผู้นำศาสนาพุทธที่ไปเผยแพร่ในทิเบตและภูฏาน ประทับบนหลังเสือแล้วเหาะขึ้นมาวิปัสสนากรรมฐานในถ้ำแห่งนี้เป็นเวลา 3 เดือน จึงเป็นที่มาอีกชื่อหนึ่งของวัดนี้ว่า Tiger's Nest

หลังจากสักการะกันเรียบร้อยแล้ว  ก็ถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องเดินลงเพียงเท่านั้น  แม้จะง่ายกว่าขาขึ้นมากแต่ความเหนื่อยก็มิได้ต่างกันนัก เพราะมิได้ลงเพียงอย่างเดียว มีทั้งขึ้น ๆ ลง ๆ เกือบตลอดทาง และหนทางสูงชันมาก ข้าพเจ้าเคยเดินลงจากดอยอ่างขาง ก็เรียกว่าเหนื่อยที่สุดในชีวิตแล้ว แต่เมื่อมาเจอวัดทักซังเข้า อ่างขางเลยเป็นน้อง ๆ  ไปโดยปริยาย เพราะที่นี่สูงถึง 3,100 ม.ขณะที่อ่างขางเพียง 1,400 ม.เท่านั้น

บ้านบันดาลใจทัวร์ให้ความคุ้มค่ากับสมาชิกผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้อย่างสูงสุด เป็นการเดินทางที่เหนื่อยที่สุด  แต่ประทับใจกับธรรมชาติที่สวยที่สุด  เมื่อนึกถึงภูฏานครั้งใด ก็จะเห็นแต่ วิถีชีวิตที่เรียบง่ายกับธรรมชาติที่งดงาม  นึกแล้วก็มีความสุข  จึงไม่แปลกใจเลยที่ภูฏานจะกำหนดเป้าหมาย Gross National Happiness. แทน Gross National  Product    ความมีอัธยาศัยของผู้คนในภูฏาน  ทำให้นักท่องเที่ยวยากที่จะลืมเลือน


คุณลุงท่านนี้ นั่งหมุนกระบอกมนต์ทั้งวัน  มือก็หมุนกระบอกมนต์ ปากก็ส่งเสียง คูรูซังโปลา..คูรูซังโปลา


คุณยายท่านนี้  เดินสวนกัน ก็ส่งเสียงมา  คูรูซังโปลา..คูรูซังโปลา  คำว่า คูรูซังโปลา  นี้เป็นภาษาพื้นเมือง ที่ใช้ทักทายกันเหมือนคำว่า "สวัสดี"  นี่ย่อมแสดงถึงความมีอัธยาศัยของชาวภูฏานอย่างดียิ่ง ความประทับใจที่ได้รับในครั้งนี้  จะต้องจดจำกันไปอีกนานทีเดียว....ทั้งภูฏาน และ เพื่อนร่วมการเดินทางกลุ่มนี้.........คูรูซังโปลา........