บทความที่ได้รับความนิยม

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วันนี้เมื่อปีก่อน



วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว  ไม่ทันไรก็ถึงเดือน ตุลาคม 2555   ครบรอบปีแห่งการเผชิญวิบากกรรมจากภัยน้ำที่เกิดขึ้นกับประชาชนทุกภาคส่วนในประเทศไทย เมื่อปี 2554

ภัยพิบัติในปี 2554 เป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่หนักหนาสาหัสที่สุดของไทย ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาซึ่ง เกือบจะเรียกได้ว่าน้ำท่วมประเทศไทย เพราะพื้นที่ ๆ ได้รับผลกระทบมีถึง 65 จังหวัด  เกือบ 90% ของประเทศ  มองไปทางไหนก็เห็นแต่น้ำนองเต็มไปหมด  แม้แต่สนามบินดอนเมือง



เป็นที่วิพากย์กันทั้งประเทศว่า เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  เป็นเพราะการบริหารน้ำผิดพลาด หรือเพราะอย่างอื่น และใครสมควรต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดวิกฤตในสังคมขึ้นในช่วงนั้นอย่างรุนแรง จากการโทษกันไปโทษกันมา ระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล

ถ้าคิดอย่างไม่โทษกัน ก็น่าจะเป็นทั้ง 2 อย่าง เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จะต้องมีการเก็บกักน้ำเพื่อให้ชาวไร่ชาวนาใช้ทำนาได้ตลอดปี แต่สิ่งไม่คาดฝันนั่นก็คือ เจ้าพายุโซนร้อนที่เคลื่อนตัวมาจากทะเลจีนใต้  เข้าซัดกระหน่ำไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ตั้งแต่ไหหม่า นกเต็น ไห่ถาง เนสาด  นาลแก ประเทศไทยมักไม่ค่อยได้รับอิทธิพลจากมรสุมโดยตรงเท่าใดนัก  เมื่อได้รับทั้งทีก็จัดหนักกันเลยแบบ 5 ลูกต่อเนื่องกันตั้งแต่เหนือยันใต้  จึงทำให้ปรับแผนการบริหารน้ำไม่ทัน เมื่อจวนตัวเข้า ก็จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำเพื่อรักษาเขื่อน ผลกระทบต่อประชาชน จึงเป็นอย่างที่เห็นกัน คือ เดือดร้อนกันทั่วหน้า  ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนราษฎร เลือกสวนไร่นา  รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรม เสียหายยับเยิน

เมื่อดูความเสียหายของภาคธุรกิจ  เทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนเช่นเรา มองแล้วน้อยนิด  แต่ในความรู้สีกของประชาชนคนหนึ่งเห็นว่า มันยิ่งใหญ่ เพราะตลอดชีวิตที่จำความได้ เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ไม่เคยเลยที่น้ำท่วมบ้านจนไม่สามารถใช้เป็นที่พักพิงต่อไปได้  ต้องอพยพหนีไปนอนโรงแรม เหตุการณ์ในครั้งนั้น  จึงสมควรต้องนำมาเป็นบทเรียน  ทั้งแก่ผู้รับผิดชอบในการบริหารประเทศชาติ และ บทเรียนแก่ประชาชน

ข้าพเจ้าเองมีบ้านเรือนตั้งอยู่ในเขตบางพลัด  เขตแรก ๆ  ที่ต้องรับวิบากกรรมจากอุทกภัย ที่น้ำท่วมจนล้นทุ่งอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี  บางกรวย และสู่บางพลัดซึ่งอยู่เขตติดกัน  ทำให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้องประกาศก้องในวันที่ 26 ตุลาคม 2554 ว่าให้ประชาชนทั้งหมดในเขตบางพลัดอพยพ  !!    จึงทำให้ข้าพเจ้าได้รับบทเรียนก่อนใคร ๆ  

บทเรียนบทแรกที่ได้รับในครั้งนั้นก็คือ "การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ"  ภัยครั้งนี้ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสซ้อมใหญ่ในการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ  สิ่งที่จะต้องเตรียมขั้นพื้นฐานก็คือปัจจัย 4 ประกอบด้วย อาหาร  น้ำดื่ม  เครื่องนุ่งห่ม  ยารักษาโรค  ซึ่งข้าพเจ้ากระทำได้อย่างไม่ตกหล่น

  1. ซื้ออาหารมาตุนไว้เต็มตู้เย็นเลย  หมู  กุ้ง ปลา ผัก อาหารกระป๋องเพียบ  ไข่ไก่เกือบครึ่งร้อย
  2. กรองน้ำดื่มไว้เต็มพิกัด  โดยประเมินว่าน่าจะพอไว้กินใช้ครึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย  และยาต่างๆ สำหรับโรคพื้นฐาน
  3. ซื้อถุงดำเตรียมไว้เกือบลัง  มีครบทุกขนาด  สำหรับใส่ขยะ และอาจจะต้องใส่ของเสียส่วนตัว ในภาวะที่ไม่สามารถใช้สุขาได้  
  4. เลือกเสื้อผ้าที่จะใช้ไว้เฉพาะที่ซักง่ายไม่ต้องรีด เพื่อให้สดวกต่อการใช้สอย
  5. ยกของขึ้นที่สูงในระดับที่เชื่อว่าพ้นน้ำแน่นอน  ซึ่งประเมินว่าอาจจะเข้าตัวบ้านแต่ไม่น่าจะเกิน 50 ซม. เพราะบ้านข้าพเจ้าอยู่สูงกว่าระดับถนนพอสมควร 
  6. ซื้อเทียน  ถ่านไฟฉายไว้หลายขนาด เตรียมไว้เผื่อกรณีไม่มีไฟฟ้าใช้ 
  7. เตรียมกระสอบทรายไว้พอสมควร  ไว้กั้นไม่ให้น้ำเข้าเฉพาะตัวบ้าน  ยอมให้บริเวณบ้านซึ่งมีเนื้อที่ไม่มากนักเป็นแก้มลิงรับน้ำบ้าง  เป็นการช่วยเหลือส่วนรวม  
  8. เอารถยนตร์ไปจอดที่ธนาคารเพื่อความปลอดภัย   ขณะนั้นข้าพเจ้ายังทำงานอยู่ จึงสามารถขอจอดรถได้ยาวเลย ยอมเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ดีกว่าปล่อยให้น้ำท่วม โชคดีที่ได้รับการอนุเคราะห์จากธนาคาร  ส่วนลูกสาวไปทำงานต่างจังหวัด เอารถไปด้วย จึงหายห่วงในเรื่องนี้
ข้าพเจ้าเชื่อว่าสามารถเตรียมพร้อมได้พอสมควร รอเพียงภัยพิบัติมาถึง ก็จะใช้ชีวิตอย่างมีสติ   การติดตามฟังข่าวสารรอบด้าน เป็นเรื่องที่กระทำกันอย่างเข้มข้น  รวมทั้งติดตามข่าวคราวจากญาติพี่น้องซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน  ในช่วงนั้นปรากฏว่า พี่ชายของข้าพเจ้าที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านภาณุรังษี เขตบางกรวย นนทบุรี เดือดร้อนก่อนใคร ๆ ทั้งหมดเพราะน้ำจากปทุมธานีไหลบ่ามาถึงตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2554   ทุกๆคน คิดเหมือนกันว่าจะรักษาทรัพย์สินของตนอย่างถึงที่สุดเท่าที่จะกระทำได้  แต่ทุกอย่างก็เหลือวิสัย  เมื่อรอบ ๆ ด้านนองไปด้วยน้ำ  กั้นอย่างไรก็เอาไม่อยู่  จนต้องพากันอพยพออกมาในวันที่ 25 ตุลาคม 2554

คืนวันที่ 26 ตุลาคม 2554  ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครประกาศให้อพยพ  ข้าพเจ้าและเพื่อนบ้านคือดร.ชัยยงค์ และอัจจนา  ยังร่วมปรับทุกข์และปรึกษาหารือด้วยกัน พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์จริงจากการออกไปสำรวจยามค่ำคืนประมาณเที่ยงคืนเห็นจะได้ที่บริเวณหน้าปากซอย และพบว่าเวลาใกล้เข้ามาแล้วจริง ๆ  จากสิ่งที่พบเห็นคือน้ำในท่อระบายน้ำมีแรงกระเพื่อมแรงมากและเสียงดังอย่างน่าตกใจ จนเพื่อนทั้งสองของข้าพเจ้าตัดสินใจอพยพในคืนนั้น ส่วนตัวข้าพเจ้าเอง มีสามีเป็นหลักในการจัดการเตรียมรับสถานการณ์ยังใจเย็นอยู่  รอจนกระทั่งวันรุ่งขึ้น ก็เริ่มเห็นน้ำเต็มท่อและล้นออกมานองถนนในซอยหน้าบ้าน  แต่ก็ยังใจเย็นรอประเมินสถานการณ์  ถ้าปริมาณน้ำไม่สูงมากนัก  ก็พอจะอาศัยอยู่ในบ้านได้ จึงไม่กังวลนัก

สภาพน้ำในซอยวันที่ 27 ตุลาคม 2554 เริ่มล้นออกจากท่อระบายน้ำ
แต่ปริมาณน้ำเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ  จนกระทั่งเช้าวันที่ 28  อยู่ในระดับเกือบ 30 ซม. และเริ่มนองเข้ามาในบริเวณบ้าน

น้ำเต็มซอยในวันที่ 28 ตุลาคม 2554 และเริ่มเข้าบ้าน
ในวันนั้น ได้ยินเสียงเร่งเร้าจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้เร่งอพยพเพราะความห่วงใยประชาชนในเรื่องระบบไฟฟ้าที่อาจจะต้องมีการตัดไฟ หากเกิดความจำเป็น อีกทั้งข่าวสารในเรื่องปริมาณน้ำที่จะต้องไหลบ่ามาเพิ่มขึ้น ทำให้ข้าพเจ้าต้องตัดสินใจในวันนั้น ว่าคงต้องอพยพเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ  โชคดีโดยแท้ที่หลานชายข้าพเจ้า (กรุง สรรพอุดม) อาสามารับออกไป  จึงต้องทิ้งบ้าน กลายสภาพเป็นประชาชนพลัดถิ่น ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2554 เป็นต้นมา 

มนุษย์ทุกคนย่อมมีความห่วงใยในทรัพย์สินของตนเอง  ข้าพเจ้าเองก็มิได้แตกต่างไปจากคนอื่น จึงหวนกลับไปดูแลทรัพย์สินของตนในวันรุ่งขึ้น (29 ตุลาคม 2554)  เมื่อไปถึง สิ่งที่เห็นมันหนักหนากว่าที่คาดคิดมากมาย   รถยนตร์วิ่งได้เพียงเชิงสพานซังฮี้ฝั่งพระนคร  ต้องเดินข้ามสพานเอา และเมื่อมาถึงฝั่งธนบุรี  ก็พบว่าน้ำท่วมตลิ่ง ท่วมบ้านเรือนที่อยู่ริมฝั่งน้ำ และนองถนนทั้งสายแล้ว ไม่น้อยกว่า 30 ซม.



เดินลุยน้ำมาถึง 4 แยกบางพลัด และเลี้ยวขวาไปทางสะพานพระราม 7  ระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ  อุโมงค์ลอดทางแยกบางพลัด กลายสภาพเป็นแก้มลิงจำเป็น




อุโมงค์ลอดทางแยกบางพลัด หน้าปากซอย 71 กลายสภาพเป็นแก้มลิงจำเป็น

เดินลุยต่อเข้ามาถึงตัวบ้าน ก็พบว่า บ้านทุกบ้านในซอยนี้ กลายสภาพเป็นบ้านกลางน้ำไปแล้วทุกหลัง นี่เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้นเอง น้ำสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 60 ซม.






ต้นมะม่วงใหญ่ที่ปลูกไว้ 1 ต้น กลายสภาพเป็นต้นไม้น้ำ  ข้าวของทุกอย่างในบ้านลอยละล่องเต็มไปหมด  และสภาพน้ำเหล่านั้นเป็นน้ำที่ผ่านความสกปรกมาแล้วหลายจังหวัด  ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งจนเกินวิสัยที่จะอาศัยอยู่ได้


ในวันที่ 29 ตุลาคม 2554 เป็นวันที่น้ำท่วมสูงสุด และทรงอยู่ระยะหนึ่ง จึงค่อย ๆ ลดลง ท่วมอยู่ถึง 12  วันเต็ม ๆ  เมื่อเข้ามาสำรวจบ้านก็พบร่องรอยของความเสียหายเกิดขึ้นทั่วไปหมด

บทเรียนบทที่สอง ที่ได้ในครั้งนี้ก็คือ "การยอมรับสถานการณ์ อย่างมีสติ"  แม้จะเตรียมพร้อมทุกอย่าง แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นเกินความคาดหมาย ก็จำต้องปรับตัวปรับใจ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีที่มาและที่ไปย่อมสามารถแก้ไขได้ หากมีสติ  ภัยน้ำในครั้งนี้ เมื่อประเมินสถานการณ์โดยรวมแล้ว ไม่มีผู้ใดเอาอยู่ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเอาใจประชาชน   ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามทางของมัน  เฉกเช่นเดียวกับน้ำย่อมจะต้องไหลจากที่สูงลงต่ำ น้ำมีคุณอนันต์  ย่อมมักจะมีโทษมหันต์ด้วย  ถ้าเรายอมรับได้ก็ไม่ต้องไปโทษใคร

บทเรียนที่สาม ที่พบหลังน้ำลด ก็คือ " การปรับวิถีชีวิตตามแนวพอเพียง "  ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรต้องปรับวิถีชีวิตใหม่  แต่ละบ้านที่ได้รับความเสียหาย ต่างขนเข้าของที่เสียหายออกมาทิ้งกันไม่น้อยกว่า 1 คันรถกะบะต่อบ้านแต่ละหลัง  ทรัพย์สินมากมายที่มีอยู่  ล้วนเกินความจำเป็นทั้งสิ้น  ทรัพย์สินที่เกินความจำเป็นเหล่านี้หากเราแบ่งปัน บริจาคให้ผู้ด้อยโอกาสไปเสียบ้าง ให้คนที่เขาเดือดร้อนไปใช้ ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะเก็บงำไว้  และในที่สุดก็ต้องเสียหายเช่นนี้  บทเรียนในครั้งนี้ทำให้ต้องตระหนักถึงแนวทางการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงให้มากขึ้น   เพราะนับแต่นี้เป็นต้น ภัยพิบัติอื่น ๆ อาจเข้ามาใกล้ตัวเราบ่อยขึ้น  โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

วิกฤติจากภัยน้ำในครั้งนี้   แม้จะทำให้เราสูญเสีย  ก็เพียงแค่ทรัพย์สินเท่านั้น  แต่สิ่งที่ได้มาคือบทเรียนที่จะทำให้ทุกชึวิตมีการปรับตัวและเตรียมพร้อมกันมากขึ้น  จึงถือว่าไม่สูญเปล่าเสียทีเดียว และที่สำคัญคือ หมั่นกระทำความดีให้เป็นนิจ  หากมีทุกข์หนัก   ก็อาจช่วยผ่อนคลายให้เป็นเบาได้........

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สามชุก..ตลาดร้อยปีที่ยังมีชีวิต



ข้าพเจ้าไปเที่ยวตลาดร้อยปีสามชุกบ่อยครั้งมาก แต่ก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยแม้เพียงครั้งเดียวเพราะทุกครั้งที่ได้ไปพบเห็นสภาพชุมชนและบรรยากาศของร้านค้าที่นั่นแล้ว  เสมือนเข้าไปเดินอยู่ในอดีตและทำให้นึกถึงวิถีชีวิตและวิถีการค้าของผู้คนไทยในกาลก่อน

ตลาดสามชุกเป็นตลาดเก่าแก่ที่มีอายุเกิน 100 ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ในอดีตที่นี่เคยเป็นเมืองท่าที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นจุดที่มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้า และเป็นจุดพักเรือสินค้าที่จะขึ้นล่องสู่บางกอก  บริเวณท่าน้ำตลาดสามชุก จะหนาแน่นไปด้วยเรือเมล์  เรือขนส่งสินค้า เรือข้าว เรือถ่าน เรือผัก เรือผลไม้  และสินค้าอื่น นานาชนิด และด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนหลายเชื้อชาติที่ล่องเรือมาค้าขายคิดอยากจะตั้งรกรากทำมาหากินที่นี่  ทั้งกะเหรี่ยง  มอญ  ละว้าโดยเฉพาะคนจีน มีการก่อตั้งศาสนสถานขึ้นเช่น ศาลเจ้า  วัด  โรงมหรสพ  ร้านกาแฟ โรงแรม  ร้านค้าทองคำ ร้านถ่ายรูป ร้านขายยาโบราณ ร้านเสริมสวย ฯลฯ  ซึ่งล้วนเสริมสร้างให้สามชุก เป็นแหล่งค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก

สภาพตลาดการค้าที่นี่ จะมีลักษณะเป็นห้องแถวไม้ 2 ชั้นอยู่เรียงกันไป มีถนนซอยกั้นกลางรวม 5 ซอยแต่ละซอยจะค้าขายสินค้าหลากหลายชนิด ทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้า  เครื่องนุ่งห่ม  ของที่ระลึก ฯลฯ







เนื่องจากการนำสินค้ามาค้าขาย แต่ละวันจะมีเรือสินค้ามาจอดเทียบท่าจำนวนมาก บางครั้งต้องการค้างพักแรม จึงมีชาวจีนคิดดัดแปลงห้องแถวไม้เปิดดำเนินกิจการเป็นโรงแรมขึ้นที่นี่ ชื่อโรงแรมอุดมโชค ซึ่งปัจจุบันอาจจะไม่มีผู้ใดมาพักแล้ว แต่เจ้าของยังรักษาสภาพเดิม ๆ ไว้ให้เราได้เห็น

 

















การค้าขายที่ตลาดสามชุก เริ่มเงียบเหงาซบเซา  หลังจากราชการตัดถนนผ่านชุมชนต่าง ๆ ทำให้การคมนาคมทางบกมีความสดวกสบายกว่าทางน้ำ  การซื้อขายทางเรือเช่นแต่ก่อนจึงเริ่มลดน้อยถอยลง และเปลี่ยนเป็นทางบกไปในที่สุด ตลาดสามชุกเริ่มมีสภาพร้างคนไปในช่วงเวลาหนึ่ง  จนกระทั่งคนในชุมชนที่เห็นคุณค่าของตลาดแห่งนี้  รวมตัวกันพัฒนาเชิงอนุรักษ์ขึ้น เกิดเป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกขึ้นมาช่วยกันฟื้นฟูรักษาศิลปะ วิถีชีวิต และ สถาปัตยกรรมเดิม ๆ ให้ยังคงอยู่ และใช้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้วิถีของสังคมในอดีต ตลาดสามชุกจึงหวนกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง



คนที่ไปเที่ยวตลาดสามชุก ไม่ควรพลาดชมสถานที่แห่งหนึ่งในบริเวณตลาดนี้ นั่นคือ บ้านขุนจำนงจีนารักษ์  ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนที่บอกเล่าความเป็นมาในอดีตให้เราได้ทราบ  ขุนจำนงจีนารักษ์ ท่านมีนามเดิมว่า นายหุย แซ่เฮงเป็นคนจีนที่เกิดในแผ่นดินไทย สมัยที่มีชีวิตอยู่ ประกอบอาชีพค้าขาย มีโรงเหล้าและโรงยาฝิ่น กิจการค้าของท่านเจริญรุ่งเรืองจนเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป ตัวท่านเองเป็นคนมีจิตเมตตาช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำชุมชน  และได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนจำนงจีนารักษ์  นายอากรสุรา  ต่อมาภายหลังรัฐบาลประกาศยกเลิกการสูบฝิ่น  ท่านจึงหันไปทำสวนทำไร่  และเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 83 ปี  บุตรหลานของท่านได้อนุญาติให้ใช้บ้านของท่านเป็นพิพิธภัณฑ์และเก็บของใช้โบราณ สำหรับผู้สนใจเข้าชมเพื่อศึกษาหาความรู้ จึงนับว่าเป็นคุณประโยชน์อย่างมากต่อสังคม โดยเฉพาะบ้านของท่านซึ่งมีศิลปะลวดลายฉลุที่สวยงามบริเวณช่องลม หาดูได้ยากในปัจจุบัน


ที่บริเวณหน้าตลาดสามชุก จะมีตู้ไปรษณีย์โบราณตั้งอยู่ 1 ตู้  ตู้ไปรษณีย์โบราณนี้มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณ พ.ศ. 2454  ทำขึ้นในประเทศอังกฤษ ถือเป็นตู้ไปรษณีย์ยุคแรก ๆ ของไทย ที่หน้าตู้จะระบุเวลาไขวันละ 3 ช่วงเวลา แสดงเวลาลักษณะของฝรั่ง  นั่นคือ

                                        6  ก.ท.   คือ    6 โมง ก่อนเที่ยง  หรือ   6 A.M.
                                       10 ก.ท.   คือ  10 โมง ก่อนเที่ยง  หรือ 10 A.M.
                                        2  ล.ท.   คือ   2 โมง หลังเที่ยง  หรือ   2 P.M.  นั่นเอง

ปัจจุบัน ตลาดสามชุกได้กลับมาคึกคักเช่นเดิม แม้วันเวลาจะเปลี่ยนไปนับร้อยปี  เพราะชุมชนนี้เข้มแข็ง จึงสามารถอนุรักษ์ให้คงอยู่ได้  มีผู้คนไปเที่ยวชมทั้งวันธรรมดา และวันหยุดราชการ ตลาดนี้จึงเปิดขายตามปกติโดยไม่มีวันหยุด และจะไม่มีวันร้าง  มีข้าวของมากมาย ที่น่าสนใจซื้อหา







ไม่ว่าใครได้ไปเที่ยวชม ก็จะได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านทุกคน ตลาดสามชุกในวันนี้  จึงนับว่ายังมีลมหายใจ และมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง   แม้ว่าแม่น้ำท่าจีนจะเงียบสงบ ไม่คึกคักพลุกพล่านเหมือนเช่นก่อนแล้ว แต่แม่น้ำสายนี้ ได้โอบล้อมสามชุกให้ร่มเย็น และหายใจต่อเนื่องไปได้อย่างยั่งยืนอีกยาวนาน............



 วิถีชีวิตที่สงบและเรียบง่ายของคนในชุมชนนี้  จึงยังคงมีให้เห็นที่ตลาดสามชุก  จังหวัดสุพรรณบุรี.....


วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อารยะแห่งสุวรรณภูมิ



หากจะถามว่าคนไทยมาจากไหน คนที่จำความรู้ในระดับประถมได้ ก็จะบอกว่ามาจากเทือกเขาอัลไตประเทศจีน ถ้าถามว่าเมืองเก่าแก่ของไทยอยู่ที่ไหน  คนก็จะนึกถึงสุโขทัย ศรีสัชชนาลัย  เมืองสมัยพ่อขุนรามคำแหง

เรื่องนี้ท่านสุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์ไทย ได้เขียนบทความไว้หลายครั้ง  จึงทำให้ทราบว่า  สิ่งที่จำ ๆ กันมานั้นผิดพลาด คนไทยมิได้มาจากเทือกเขาอัลไต  และจะมาจากไหนก็ยากที่จะหยั่งรู้  แต่พบหลักฐานว่าบนผืนแผ่นดินไทยมีมนุษย์โบราณอาศัยอยู่นานมาแล้ว  โดยเฉพาะเมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี พบหลักฐานที่สำคัญหลายอย่าง ที่น่าเชื่อได้ว่า ที่เมืองนี้อาจเคยเป็นจุดศูนย์กลางทางการค้าที่ยิ่งใหญ่ในดินแดนสุวรรณภูมิ

สุวรรณภูมิ  เป็นดินแดนที่อยู่ในทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อันได้แก่ไทย ลาว พม่า เวียตนาม เขมร มลายู สิงคโปร์ ชวา บริเวณนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งความมั่งคั่ง  อุดมสมบูรณ์  ดินแดนแห่งนี้เป็นที่รู้จักของชาวอินเดียโบราณ โดยเฉพาะพวกพ่อค้าที่นิยมเดินเรือไปค้าขายทางทิศตะวันออก กล่าวกันว่า พ่อค้าที่ต้องการแสวงโชคและความมั่งคั่งร่ำรวย ให้เดินทางไปค้าขายยังดินแดนสุวรรณภูมิ

ข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวชมเมืองอู่ทองเมื่อไม่นานมานี้  อู่ทองเป็นอำเภอเล็ก ๆ  ในจังหวัดสุพรรณบุรี หลักฐานที่บ่งชี้ว่า แผ่นดินตรงนี้เคยเป็นเมืองเก่าแก่ และอาจจะเป็นต้นกำเนิดแห่งวัฒนธรรม ก็เนื่องจากมีการค้นพบวัตถุโบราณหลายอย่าง เช่น เครื่องใช้ เครื่องประดับ รวมถึงรูปปั้นซึ่งเป็นตัวแทนสิ่งศักดิ์ที่คนสมัยโบราณเคารพบูชาบริเวณนี้  ถูกรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเมืองอู่ทอง

การค้นพบสิ่งเหล่านี้  ในบริเวณนี้  ก็ต้องแปลว่าบริเวณนี้เคยเป็นแหล่งชุมชนมาก่อน และเอาสิ่งที่ค้นพบมาเทียบกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์  จึงพบว่า อายุของสิ่งของที่พบ  รวมถึงอายุของชุมชน คาดว่าไม่ต่ำกว่า  ๓,๕๐๐ ปีที่ล่วงมา  และการพบมากมายหลายจุด ก็ย่อมแสดงว่า บริเวณนี้ต้องเป็นชุมชนใหญ่ ฉะนั้น การเรียกขานว่า อาณาจักรสุวรรณภูมิ  จึงมีความสอดคล้องกันกับชื่อเมือง "อู่ทอง" คือแผ่นดินทอง

สิ่งที่พบเห็นในเมืองอู่ทอง มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย  และพบเกือบทุกตำบลในอำเภออู่ทอง


เครื่องใช้โบราณ

แผ่นดินเผา

พระพุทธรูปโบราณ



พระพุทธรูปโบราณ


เครื่องประดับโบราณ


เครื่องประดับโบราณ

เครื่องประดับโบราณ

สิ่งที่เป็นความรู้ใหม่คือ บริเวณเมืองอู่ทองนี้  ในประวัติศาสตร์กล่าวว่า ในอดีตเกินกว่า 1,000 ปีที่ผ่านมา แนวชายฝั่งทะเลของอ่าวไทยอยู่สูงกว่าปัจจุบันขึ้นไปทางเหนือประมาณ 140 กิโลเมตร เริ่มจากจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี  นครปฐม สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี ผ่านนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา  และชลบุรี  ทำให้สภาพทางภูมิศาสตร์ของเมืองโบราณอู่ทองในสมัยนั้น มีลักษณะเป็นเมืองท่าชายทะเล


แผนที่โลกสมัยเก่า

เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบกและทางน้ำที่สำคัญทางฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา  มีลำน้ำจระเข้สามพัน เชื่อมกับลำน้ำต่าง ๆ  และด้วยเหตุที่เมืองโบราณอู่ทอง อยู่ติดกับชายฝั่งทะเล จึงทำให้มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากับนานาชาติ เช่นอินเดีย เปอร์เซีย โรมัน  โบราณวัตถุที่เป็นหลักฐานยืนยัน ได้แก่ รูปปั้นพ่อค้าชาวเปอร์เชีย   รูปปั้นเรือสินค้า  เหรียญกษาปณ์โรมัน   เป็นต้น


ภาพชาวเปอร์เซีย

ภาพการค้าขายทางเรือในอดีต


ภาพการเผยแพร่ศาสนาพุทธจากอินเดีย


ภาพเรือเดินทะเล


เรือใบอาหรับ

ตราประทับทางการค้า

เหรียญโรมัน

ภาพจำลองการค้าสมัยโบราณ

ในเวลาต่อมา ชายฝั่งทะเลเริ่มถอยห่างออกไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเดินของแม่น้ำ เกิดการทับถมของตะกอนแม่น้ำ จนเกิดเป็นแนวชายฝั่งในปัจจุบัน ส่งผลให้เมืองโบราณอู่ทอง เริ่มหมดความสำคัญและร้างไปในที่สุด

ปัจจุบันเมืองโบราณอู่ทอง ได้รับการฟื้นฟูเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ที่รวบรวมประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับเรื่องราวของสุวรรณภูมิ  และหลักฐานโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่ค้นพบบริเวณนี้ และบริเวณใกล้เคียง ที่คนไทยสามารถใช้เป็นแหล่งศึกษาประวัติความเป็นมาของบรรพชนได้เป็นอย่างดี สมควรที่คนไทยทุกคนควรหาโอกาสไปเยี่ยมชม


คูน้ำล้อมรอบเมืองโบราณอู่ทอง

ในบริเวณพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอู่ทอง  ยังจำลองวิถีชีวิตของชนเผ่าลาวโซ่ง ที่มาอยู่ในแผ่นดินไทยให้ได้ชมด้วย  ลาวโซ่งพวกนี้มีถิ่นฐานเดิมมาจากเขตตอนเหนือของประเทศเวียตนาม เชื่อมต่อกับลาวและจีนตอนใต้ คนเหล่านี้ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อไทยยกทัพไปตีนครเวียงจันทร์ และเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักร์ล้านช้าง และมีชัยชนะในสงคราม ได้กวาดต้อนกลุ่มชนเชื้อสายลาวต่าง ๆ  รวมทั้งลาวโซ่งเข้ามาในประเทศไทย ลาวโซ่งที่อพยพมาในสมัยนั้น ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบุรี เช่นที่หมู่บ้านหนองปรง  และบ้านท่าแร้ง เขตอำเภอบ้านแหลมซึ่งเป็นบ้านเกิดข้าพเจ้า   ต่อมาพวกลาวโซ่งก็ได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินในจังหวัดอื่น ๆ เช่น ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี  กาญจนบุรี  ลพบุรี  สระบุรี  เป็นต้น



เรือนลาวโซ่งจำลอง

เรือนลาวโซ่งจำลอง

จำลองวิถีชีวิตลาวโซ่ง

จำลองวิถีชีวิตลาวโซ่ง

จำลองวิถีชีวิตลาวโซ่ง

ประวัติศาสตร์เหล่านี้เกิดขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิของเรา เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ  และที่เมืองโบราณอู่ทอง เป็นแหล่งที่เราสามารถเรียนรู้ถึงเรื่องราวของสุวรรณภูมิได้เป็นอย่างดี...........................