บทความที่ได้รับความนิยม

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

รำลึกถึงพระเจ้าตาก






ประวัติศาสตรช่วงหนึ่งที่คนไทยทั้งหลายไม่ควรลืม นั่นคือการกอบกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช   เพราะนับตั้งแต่ชาติไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าเป็นครั้งที่ ๒ บ้านเมืองย่อยยับเสียหายมากมาย ทรัพย์สินของชาติถูกพม่าเผาทำลายจนเกือบหมด หากไม่ได้พระเจ้าตากมากอบกู้เราคงไม่มีโอกาสได้อยู่เป็นสุขเหมือนเช่นทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์ของแผ่นดินในช่วงนั้นจึงมีความสำคัญต่อคนไทยทั้งหลาย  วันที่ ๒๘ ธันวาคม ของทุกปี จึงเป็นวันที่เราควรต้องไปสักการะ นึกถึงบุญคุณของพระองค์ท่านที่ได้ยอมเสียสละเลือดเนื้อรักษาผืนแผ่นดินให้เราผู้เป็นลูกหลาน  ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปสักการะพระองค์ท่านที่วัดอินทาราม และได้พบประวัติของพระองค์ที่วัดนั้น  จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง






สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์  เดือน ๕  ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีขาล จุลศักราช ๑๐๙๖ ตรงกับวันที่ ๑๗  เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา  มีนามเดิมว่า"สิน"   บิดาเป็นชาวจีนชื่อไหฮอง เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพัฒน์  มารดาชื่อแม่นกเอี้ยง ตั้งบ้านเรือนอยู่ตรงหน้าบ้านเจ้าพระยาจักรี ตำแหน่งสมุหนายกในครั้งนั้น 





เมื่อยังทรงพระเยาว์ เจ้าพระยาจักรีได้ขอเอาไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ชอบรูปลักษณะ จึงให้ชื่อว่านายสินอย่างไทยๆ  เมื่อคลอดออกมานอนอยู่ในกระด้ง มีงูใหญ่มาพันวงกลมอยู่ที่ขอบกระด้ง  ตอนที่อายุได้ ๙ ขวบ เจ้าพระยาจักรีได้นำไปฝากให้เล่าเรียนหนังสือในสำนักพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส 







ครั้นอายุได้ ๑๓ ปี เจ้าพระยาจักรีได้นำเข้าถวายตัวเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในระหว่างนี้นายสินได้พยายามศึกษาหาความรู้  เรียนหนังสือจีน ญวน และแขกจนสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่ว  ครั้นนายสินอายุได้ ๒๑ ปี เจ้าพระยาจักรีได้จัดการอุปสมบทให้เป็นพระภิกษุ  ในสำนักอาจารย์ทองดี  ณ. วัดโกษาวาส  อุปสมบทอยู่ครบ ๓ พรรษา ก็ลาสิกขาบทกลับมารับราชการตามเดิม ได้รับตำแหน่งเป็นมหาดเล็กรายงาน 


ใน พ.ศ. ๒๓๐๑  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต พระที่นั่งสุริยาศอัมรินทร์(พระเจ้าเอกทัศน์) เสด็จเสวยราชสมบัติ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เป็นข้าหลวงเชิญท้องตราขึ้นไปชำระความหัวเมืองฝ่ายเหนือ   มีความดีความชอบจึงได้รับโปรดเกล้าให้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตาก 


ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตากอยู่นี้ ได้มีนายทองดีเข้ารับราชการเป็นทหารคู่ใจ(ภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพิชัยดาบหัก) ต่อมาผู้สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชรถึงแก่กรรมลง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งให้พระยาตากเป็นพระยาวชิรปราการผู้สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชร (แต่คนทั่วไปยังเรียกพระยาตาก) และมีพระกรุณาโปรดเกล้าให้เข้ามาช่วยรับราชการสงครามเพื่อป้องกันพม่าในกรุงศรีอยุธยา  พระยาตากได้ทำการสู้รบด้วยความเข้มแข็งและสามารถชนะพม่าเป็นหลายครั้ง แต่ก็มีสาเหตุทำให้เกิดท้อแท้ใจอันเกิดจากความอ่อนแอของผู้บัญชาการ และขาดการประสานงานที่ดีระหว่างแม่ทัพนายกองต่างๆ ถ้าขืนอยู่ต่อไปก็เท่ากับว่าปล่อยให้เป็นเหยื่อคมดาบเท่านั้นเอง  พระยาตากจึงตัดสินใจหนีไปตั้งหลัก แล้วกลับมากู้กรุงศรีอยุธยาในเมื่อมีโอกาส พร้อมด้วยพระเชียงเงิน  พระพรหมเสนา หลวงพิชัยอาสา หลวงราชเสน่หา ขุนอภัยภักดี กับทหารร่วมใจประมาณ ๕๐๐ คน  ยกกำลังออกจากวัดพิชัย  ตีหักวงล้อมของพม่าไปทางทิศตะวันออก ณ.วันเสาว์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ  เวลาค่ำ  



พระยาตากนำทหารมุ่งหน้าไปทางระยอง ได้มีทหารพม่าติดตามรังควานอยู่ตลอดระยะทาง แต่ก็สามารถตีแตกกระจายไปทุกครั้ง จนพม่าเข็ดขยาดไม่กล้าติดตามต่อไปอีก  พวกราษฎรที่หลบซ่อนพม่าอยู่รู้กิตติศัพท์การรบชนะพวกทหารพม่าของพระยาตาก ต่างก็พากันเข้ามาเป็นพวกจำนวนมาก ซึ่งมีเมืองฉะเชิงเทรา เมืองนครนายก เมืองชลบุรี 



เมื่อถึงเมืองระยอง  พระยาตากไปตั้งค่ายอยู่วัดลุ่ม พวกกรมการเมืองระยองมีขุนรามหมื่นช่องและพวกคิดจะปล้นค่าย แต่พระยาตากรู้ตัวก่อน จึงยกพวกเข้าตีเมืองระยองจนมีชัยชนะ ขุนรามหมื่นช่องหนีรอดไปได้ พระยาตากเห็นว่าเมืองจันทบุรีเป็นเมืองใหญ่มีความสมบูรณ์ ควรรวมกันเป็นกำลังกอบกู้เอกราชของกรุงศรีอยุธยาต่อไป  จึงส่งคนไปเกลี้ยกล่อม แต่เจ้าพระยาจันทบุรีทราบว่ากรุงศรีอยุธยาแตกแล้วจึงไม่ยอมตกลง ก็พอดีขุนรามหมื่นช่องเข้ามาอาศัยพระยาจันทบุรี  จึงช่วยกันคิดอุบายล่อพระยาตากให้เข้าเมืองเพื่อกำจัดเสีย แต่พระยาตากรู้กลอุบายนี้เสียก่อนจึงสั่งทหารให้ตั้งค่ายห่างจากประตูเมืองจันทบุรี ๕ เส้น สั่งนายทัพกองหน้าว่า " เราจะตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนี้ เมื่อกองทัพหุงข้าวเย็นกันเสร็จแล้วทั้งนายไพร่ให้เขาทิ้งอาหารที่เหลือและต่อยหม้อเสียให้หมด หมายไปกินข้าวด้วยกันในเมืองเอาพรุ่งนี้  ถ้าตีเมืองไม่ได้ในค่ำวันนี้ ก็จะตายเสียด้วยกันให้หมดทีเดียว"  ครั้นได้ฤกษ์เวลา ๓ นาฬิกา พระยาตากพร้อมด้วยทหารไทยจีนเข้าโจมตีเมืองจันทบุรีอย่างเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว  โดยพระยาตากขี่ช้างพังศรีบัญชรเข้าพังประตูเมืองได้สำเร็จ พวกทหารก็กรูกันเข้าเมืองได้สำเร็จ ชาวเมืองต่างก็เสียขวัญหนีไป ส่วนเจ้าพระยาจันทบุรีพาครอบครัวลงเรือหนีไปเมืองบันทายมาศ



เมื่อพระยาตากจัดการเมืองจันทบุรีเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงยกทัพไปเมืองตราด พวกกรมการเมืองและราษฎรต่างอ่อนน้อมโดยดี พระยาตากจึงยกกองทัพกลับเมืองจันทบุรีเพื่อตระเตรียมกำลังคน เสบียงอาหาร และอาวุธยุทธภัณฑ์ และต่อเรือรบได้ ๑๐๐ ลำ รวบรวมกำลังทหารไทยและทหารจีนได้ประมาณ ๕,๐๐๐ คนเศษ กับมีข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาได้หลบหนีพม่ามาร่วมอีกหลายคนเช่น หลวงศักดิ์ นา มหาดเล็ก นายสุจินดาหุ้มแพรมหาดเล็ก (ภายหลังเป็นสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท)  



พอถึงเดือน ๑๑ พ.ศ. ๒๓๑๐ หลังสิ้นมรสุมแล้ว พระยาตากก็ยกกองทัพเรือออกจากเมืองจันทบุรีเพื่อมากอบกู้เอกราช  ได้เข้าโจมตีเมืองธนบุรีเป็นครั้งแรก  มีคนไทยชื่อนายทองอิน ที่พม่าตั้งให้รักษาเมืองอยู่ พอนายทองอินรู้ข่าวว่าพระยาตากยกกองทัพเรือเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา ก็ให้คนรีบไปบอกข่าวแก่สุกี้นายกองทัพพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น ครั้นกองทัพเรือพระยาตากเดินทางมาถึง ไพร่พลที่รักษาเมืองธนบุรีกลับไม่มีใจสู้รบเพราะเห็นเป็นคนไทยด้วยกัน  กองทัพเรือของพระยาตากเข้ารบพุ่งเพียงเล็กน้อยก็สามารถตีเมืองธนบุรีได้ พระยาตากให้ประหารชีวิตนายทองอินเสีย แล้วเร่งกองทัพเรือไปตีกรุงศรีอยุธยา  


สุกี้แม่ทัพพม่าได้ข่าวว่าพระยาตากตีเมืองธนบุรีได้แล้ว ก็ส่งมองญ่านายทัพรองคุมพลซึ่งเป็นมอญและไทย ยกกองทัพเรือไปสกัดกองทัพเรือพระยาตากอยู่ที่เพนียด  ฝ่ายพวกคนไทยที่ถูกเกณฑ์มาในกองทัพมองญ่าต่างคิดหลบหนี  มองญ่าจึงรีบยกกองทัพกลับค่ายโพธิ์สามต้น ในคืนนั้นพระยาตากจึงรีบยกกองทัพขึ้นไปตีค่ายโพธิ์สามต้นรวม ๒ ค่ายพร้อมกันในเวลาเช้า  สู้รบกันจนเที่ยงกองทัพพระยาตากจึงเข้าค่ายพม่าได้ สุกี้ตายในที่รบ พระยาตากได้กอบกู้เอกราชชาติไทยกลับคืนมาได้เป็นผลสำเร็จ โดยใช้เวลาเพียง ๗ เดือน



เมื่อพระยาตากมีชัยชนะพม่าแล้ว ได้พักกองทัพอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้นเพื่อจัดการบ้านเมือง แล้วปลดปล่อยผู้คนที่พม่าคุมขังไว้เป็นอิสระ พร้อมทั้งแจกจ่ายทรัพย์สินสิ่งของเครื่องใช้โดยทั่วหน้ากัน แล้วให้ขุดพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ มาถวายพระเพลิงอย่างสมพระเกียรติ แล้วคิดปฏิสังขรณ์กรุงศรีอยุธยาขึ้นใหม่  แต่เห็นว่ากรุงศรีอยุธยายากที่จะบูรณะให้เหมือนเดิมได้ และกำลังทหารของพระยาตาก ไม่พอที่จะรักษากรุงศรีอยุธยาที่เป็นเมืองใหญ่ได้  จึงได้อพยพผู้คนลงมาตั้งมั่นที่เมืองธนบุรี และประชาชนทั้งหลายทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์เมื่อวันพุธ เดือนอ้าย แรม ๔ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก  ตรงกับวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๑๑  ขณะเมื่อมีพระชนมายุได้ ๓๔ พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ หรือสมเด็จพระบรมราชาที่ ๔  แต่ประชาชนทั่วไปยังนิยมขนานนามพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  



เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตั้งราชธานีที่เมืองธนบุรีนั้น เรียกราชธานีนี้ว่า "กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร"  แล้วพระองค์ทรงยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองที่ไม่ยอมขึ้นกับพระองค์ถึง ๔ หัวเมือง ตลอดจนทำสงครามกับพม่าถึง ๙ ครั้ง และยกกองทัพไปขยายอาณาเขตถึง ๔ ครั้ง  พระองค์ทรงพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เช่น การปกครองและเศรษฐกิจ  การค้าขายกับต่างประเทศ  การศาสนา วัฒนธรรม ศิลปกรรม  ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จสวรรคต ณ.ป้อมวิชัยประสิทธิ์  เมื่อวันเสาว์  เดือน ๕  แรม ๙ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๔๔  ปีขาลตรงกับวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระชนมายุได้ ๔๘ พรรษา รวมสิริราชสมบัติ ๑๕ ปี  แล้วนำพระบรมศพไปฝังไว้ที่วัดบางยี่เรือใต้  ครั้นสิ้นแผ่นดินกรุงธน พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ทรงโปรดเกล้าให้เสนาบดีเรียกตัวพระยาพิชัยดาบหักไปถามว่า จะยอมอยู่ทำราชการต่อไปหรือไม่ ถ้ายอมจะเลี้ยงเพราะความผิดมิได้ พระยาพิชัยดาบหักมีความเศร้าโศกอาลัยในสมเด็จพระเจ้าตากสินเป็นอันมาก จึงทูลว่า "จะขอตายตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสิน ขอฝากแต่บุตรชายให้ทำราชการต่อไป"  จึงโปรดเกล้าให้ประหารชีวิตเสีย อายุ ๔๑ ปี



ครั้น พ.ศ. ๒๓๒๙ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสมเด็จกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทดำรัสให้ขุดหีบพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขึ้นตั้งไว้ ณ เมรุ วัดบางยี่เรือใต้ ให้มีการมโหรสพและพระราชทานสงฆ์บังสุกุลทรงเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงพระบรมศพทั้ง ๒ พระองค์ บรรดาเจ้าจอมข้างในทั้งพระราชวังหลวง  วังหน้า  ซึ่งเป็นข้าราชการครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คิดถึงพระคุณชวนกันร้องไห้โศกาอาดูรเป็นที่สะเทือนใจ  บรรดาพสกนิกรต่างโกนหัวนุ่งขาวเป็นจำนวนมาก ต่อมาได้นำพระอังคารสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บรรจุอยู่ในพระพุทธรูปองค์หน้า อยู่ภายในพระอุโบสถที่พระองค์มาปฏิสังขรณ์ไว้ ณ วัดบางยี่เรือใต้ (ปัจจุบันใช้เป็นวิหาร)





สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับพระพุทธศาสนา  เมื่อพระองค์ทรงกอบกู้เอกราชเป็นผลสำเร็จแล้ว ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยให้เสนาบดีไปสืบหาพระเถรานุเถระผู้รู้อรรถรู้ธรรมมาประชุมกันที่วัดบางหว้าใหญ่ แล้วทรงถวายพระราชโอวาทว่า  "ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวง จงตั้งใจปฏิบัติสำรวมรักษาในจตุปาริสุทธิศีลให้บริสุทธิ์ผ่องใส อย่าได้เศร้าหมอง แม้พระผู้เป็นเจ้าจะขัดสนด้วยจตุปัจจัยสิ่งใดนั้น เป็นธุระของโยมจะรับอุปัฏฐากพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวง แม้ถึงจะปรารถนามังษะและรุธิระของโยม โยมก็อาจสามารถเชือดเนื้อและโลหิตออกถวายเป็นอัชฌติกทานได้"   แล้วทรงโปรดให้รวบรวมพระไตรปิฎกจากหัวเมืองต่างๆมาคัดลอกไว้ในกรุงธนบุรี ในปี พ.ศ. ๒๓๑๙ ทรงโปรดให้ช่างเขียน ๔ คน ไปเขียนสมุดภาพไตรภูมิที่วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) ทรงให้สมเด็จพระสังฆราชกำกับการเขียนภาพให้ถูกต้อง ทรงตามพระบาลีโดยเคร่งครัดทุกประการ แล้วคัดพระบาลีกำกับภาพไว้ให้เป็นที่เข้าใจโดยชัดแจ้ง ยาว ๓๔๗๒ เมตร พระราชประสงค์ในการจัดทำสมุดภาพไตรภูมินั้นเพื่อให้มหาชนทั้งหลายได้มีความเข้าใจในเรื่องนรกสวรรค์ได้ถูกต้องตามพระบาลีแล้วจะได้ตั้งหน้าประกอบความดีละความชั่ว ต้องด้วยคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาสืบไป  พระอารามที่ได้โปรดให้สถาปนาขึ้นในราชการของพระองค์คือ วัดบางยี่เรือเหนือ วัดราชคฤห์  ที่ทรงปฏิสังขรณ์นั้นได้แก่ วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม)   วัดบางยี่เรือใต้(วัดอินทาราม)  วัดหงส์อาวาสวิหาร (วัดหงส์รัตนาราม)  วัดแจ้ง (วัดอมรินทาราม) เป็นต้น





วัดที่สำคัญยิ่งในสมัยกรุงธนบุรีนี้คือ วัดบางยี่เรือ (วัดอินทาราม) ซึ่งได้ทรงเอาพระทัยใส่บูรณะปฏิสังขรณ์พระพุทธปฏิมากรและพระอุโบสถ เจดีย์ วิหาร ให้บริบูรณ์ทั้งพระอาราม ให้เกณฑ์ข้าราชการมาร่วมปลูกกุฏิ ๑๒๐ หลัง แล้วให้ขุดคูรอบพระอุโบสถให้กว้างออกไปกว่าเก่า ให้ปลูกบัวหลวงตลอดทั้งคู ทรงโปรดให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก  ให้เป็นวัดฝ่ายวิปัสสนาธุระ  ดังในพงศาวดารกล่าวว่า

"ครั้นถึง ณ วันจันทร์  ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๔ พ.ศ. ๒๓๑๙  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชศรัทธาเสด็จไปทรงเจริญพระกรรมฐาน ณ พระอุโบสถ วัดบางยี่เรือใต้ แล้วทรงถวายเรือไขมดปิดทองทึบ คนพาย ๑๐ คน และทรงถวายหีบปิดทอง ๑ ตู้สำหรับใส่พระไตรปิฏก และวิธีอุปเทศพระกรรมฐาน ทรงพระกรรมฐานและทรงตั้งพระอัตยาธิษฐานว่า "เดชะผลทานบูชานี้ขอจงยังพระลักขณาปิติทั้ง ๕ ให้บังเกิดแก่ข้าพเจ้าแล้วอย่าได้อันตรธาน และทรงพระธรรมซึ่งยังมิได้บังเกิดขึ้นนั้น ขอจงบังเกิดภิญโญภาวนา ยิ่งขึ้นไป อนึ่งขอจงเป็นปัจจัยแก่พระปรมาภิเสกสมโพธิ์ในอนาคตกาลข้างหน้า"  แล้วให้เชิญหีบพระไตรปิฏกลงตั้งในเรือ ให้เกณฑ์เรือฝ่ายทหาร พลเรือนและราษฎรแห่เรือหีบพระไตรปิฎกขึ้นไปตามแม่น้ำ ถึงบางยี่ขันแล้วแห่กลับคืนเข้าไป ณ วัดบางยี่เรือใต้  เชิญหีบพระไตรปิฏกขึ้นประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ แล้วให้พระราชาคณะ และเสนาบดีเอาเงินตรา ๑๕ ไปเที่ยวแจกคนใช้ทั่วทั้งในกรุง นอกกรุงธนบุรีทั้งสิ้น



ครั้นถึง ณ วันจันทร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑ พ.ศ. ๒๓๑๙ ทรงพระกรุณาให้เชิญโกษฐ์พระอัฐิสมเด็จพระพันปีหลวง กรมพระเทพามาตย์ลงเรือบัลลังค์ มีเรือแห่เป็นขบวนไป แต่พระตำหนักแพแห่ไป วัดบางยี่เรือใต้ แล้วเชิญพระโกษฐ์ขึ้นสู่พระเมรุ  นิมนต์พระสงฆ์สดัปปกรณ์ ๑,๐๐๐ รูป ทรงถวายไทยทานเป็นอันมากครบ ๓ วัน แล้วเชิญพระโกษฐ์ลงเรือแห่กลับพระราชวัง แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสมาทานอุโบสถศีล แล้วทรงเจริญกรรมฐานภาวนา  เสด็จประทับแรมอยู่ ณ พระตำหนัก วัดบางยี่เรือใต้ ๕ เวร




สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงโปรดเกล้า ให้วัดบางยี่เรือใต้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพเสมอ ดังเช่น...

.....วันอังคาร แรม ๒ ค่ำ เดือน ๖ จุลศักราช ๑๑๓๗ อัญเชิญพระศพสมเด็จพระพันปีหลวง กรมพระเทพามาตย์  ถึงวันพฤหัสบดี แรม ๔ ค่ำ เดือน ๖  ถวายเพลิงศพ ฝนได้ตกหนักมาแต่วันจันทร์  จึงเป็นเหตุให้ดอกไม้เพลิงจุดไม่ติด ๓ วัน

.....วันจันทร์ ขึ้น  ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีวอก พ.ศ. ๒๓๑๙ งานพระราชทานเพลิงศพกรมขุนอินทร์พิทักษ์ ทำอยู่ ๗ วัน ๗ คืน




ในช่วงแผ่นดินกรุงธนบุรีได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้น ๒ ครั้ง  ก่อให้เกิดเสียงเอะอะตกใจทั่วกรุงธนบุรี  ครั้งแรกเมื่อวันอังคาร เดือน ๔ พ.ศ. ๒๓๑๑  และครั้งที่ ๒ เมื่อวันเสาว์เดือน ๕ พ.ศ. ๒๓๑๒



ชาวไทยระสำ่ระสายมากครั้งกรุงแตก เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกอบกู้เอกราชได้ ก็มุ่งสร้างความสงบร่มเย็นให้แก่แผ่นดิน ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเพื่อให้เป็นหลักยึดของคนไทย  ดังทีได้มีพระราชดำรัสที่เมืองพุทไธมาส เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ ตรงกับวันพุธ เดือนอ้าย ขึ้น ๕ ค่ำ ปีเถาะ พุทธศักราช ๒๓๑๔  ความว่า......

....เป็นความสัตย์แห่งข้า ข้าทำความเพียร มิได้คิดแก่กายและชีวิต ทั้งนี้จะปรารถนาสมบัติพัสถานอันใดหามิได้  ปรารถนาแต่จะให้สมณะชีพราหรมณ์ สัตว์โลกเป็นสุข อย่าให้เบียดเบียนกัน ให้ตั้งอยู่ในธรรมปฏิบัติเพื่อที่จะเป็นปัจจัยแก่โพธิญาณสิ่งเดียว ถ้าแลผู้ใดอาจสามารถอยู่ในราชสมบัติให้สมณพราหมณ์ ประชาราษฎรเป็นสุขได้ จะยกสมบัติทั้งนี้ให้แก่บุคคลผู้นั้น แล้วข้าจะไปสร้างสมณธรรมแต่ผู้เดียว ถ้ามิฉะนั้นปรารถนาศรีษะและหทัยวัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็จะให้แก่ผู้นั้น....... 



๑๕ ปีแห่งการครองราชย์ของพระองค์ นับเป็น ๑๕ ปีแห่งความเหน็ดเหนื่อยในการสร้างชาติ  หากเราคนไทยทั้งหลายได้ตะหนักถึงประวัติศาสตร์ที่สำคัญในช่วงนี้ ไม่แตกแยกขาดความสามัคคี ประเทศชาติก็จะสามารถอยู่รอดปลอดภัยไปอีกชั่วกาลนาน  พระคุณอันมากล้นของพระองค์ท่านจึงเป็นสิ่งที่จะต้องจดจำไปชั่วชีวิต.หากท่านได้ไปสักการะพระเจ้าตากที่วัดอินทารามก็จะได้พบประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำนี้.

วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2560

ใบไม้เปลี่ยนสี ..ที่เกาหลีใต้






ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวเกาหลีใต้ด้วยการชักชวนจากเพื่อนปุ๊ สายสุนีย์ คงสว่าง ซึ่งตั้งใจไปทริปนี้อย่างมากแต่ไม่มีเพื่อนนอน เลยชักชวนให้ไปเป็นเพื่อนนอนด้วยกัน  พอถึงวันไปจริงเพื่อนปุ๊กลับป่วยหนักจนไม่สามารถเดินทางได้เสียนี่ จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก  แต่เพื่อนๆคนอื่นที่ไปส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกัน จึงเป็นทริปที่มีความสนุกสนานกันพอสมควร






เกาหลีเป็นประเทศที่ผ่านประวัติศาสตร์การต่อสู้ในสงครามมายาวนานในอดีต ทั้งจากการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ในการปกครอง และการแสวงหาประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจ เกาหลีเคยตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นมาช่วงหนึ่ง จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2  ญี่ปุ่นแพ้สงคราม  มหาอำนาจก็เข้ามามีบทบาทเหนือคาบสมุทรเกาหลี  มีการแบ่งเกาหลีออกเป็นเหนือและใต้ โดยใช้เส้นขนานที่  38 เป็นจุดแบ่ง  ในส่วนของเกาหลีใต้ มีเนื้อที่เพียง 99,500 ตารางกิโลเมตร  และ 70 % ของพื้นที่เป็นเขตภูเขา จึงทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีธรรมชาติงดงามมากประเทศหนึ่ง









เรามีโอกาสได้นั่งเรีอไปเที่ยวที่เกาะนามิ ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งทีอยูกลางแม่น้ำฮัน เกาะนี้มีรูปร่างเหมือนใบไม้ลอยน้ำ เป็นที่นิยมชมชอบมากทั้งของนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวเกาหลีใต้เองเนื่องจากมีธรรมชาติที่งดงาม ชื่อเกาะนามินี้ ชาวเกาหลีใต้ตั้งให้เพื่อเป็นเกียรติ์แก่นายพลนามิ ผู้นำชัยชนะอันยิ่งใหญ่จากการนำกำลังปราบกบฏจนสำเร็จในวัยเพียง 26 ปี และสุสานของเขาก็ตั้งอยู่บนเกาะแห่งนี้ พื้นที่เกาะทั้งหมดเป็นที่ราบ ต้นไม้ขึ้นเต็มพื้นที่ ช่วงที่เราไปเป็นช่วงปลายของฤดูใบไม้ร่วง  จึงพอเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่มีความสวยงามให้เห็นอยู่


























จุดท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของเกาหลีใต้ที่เรามีโอกาสได้ไป คืออุทยานแห่งชาติโซรัคซานที่มีธรรมชาติสวยงาม เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ยอดนิยมมากทั้งของนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวเกาหลีใต้ ต้นไม้ที่หนาแน่นบนอุทยานผลัดใบเป็นสีแดงและเหลืองเข้ม ตัดกับสีเขียวขจีของแนวเขาที่ลดหลั่นทอดแนวรอบอุทยาน ดูแล้วช่างงดงามยิ่งนัก

















มีวัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติโซรัคซานชื่อวัดชินฮันซามีพระพุทธสัมฤทธิ์ปางสมาธิขนาดใหญ่ ประดิษฐานเป็นสัญญลักษณ์ของอุทยานให้นักท่องเที่ยวสักการะ  เป็นธรรมเนียมของเราชาวพุทธที่ไปไหนมาไหนก็ต้องสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต














ประเทศเกาหลีใต้มี 4 ฤดูกาล แต่เนื่องจากพื้นที่เป็นภูเขาเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นช่วงเวลาที่หนาวเย็นจะมีมากกว่าช่วงร้อน   ผลผลิตจากอาชีพของคนเกาหลีที่มาจากด้านการเกษตร เช่นการปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ จะมีน้อยกว่าด้านอุตสาหกรรม พวกเรามีโอกาสได้ไปเที่ยวสวนไม้ผลเมืองหนาวแห่งหนึ่งซึ่งปลูกแอปเปิล สาลี่ได้ผลใหญ่มาก  มีรสชาติหวานและกรอบอร่อยกว่าที่อื่นๆ บางคนบอกว่าแอปเปิลเกาหลีอร่อยที่สุด








วิถึชีวิตของคนเกาหลีในด้านอาหารการกิน จะนิยมกินผักดองเป็นอาหารประจำ ทุกมื้อจะต้องมีกิมจิเป็นประจำในการชูรสอาหาร   ชาวเกาหลีจะทำกิมจิไว้กินในช่วงหน้าหนาวและตลอดปี ในช่วงสงครามเกาหลี พลเรือนก็ส่งกำลังใจให้ทหารด้วยการทำกิมจิส่งให้ทหารไว้กินในสมรภูมิ กิมจิเหมือนเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดไม่ได้เลย การท่องเที่ยวครั้งนี้จึงมีโปรแกรมสอนให้พวกเราทำกิมจิด้วย








สิ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับการไปเที่ยวเกาหลีใต้ ชาวเกาหลีใต้ชอบที่จะให้นักท่องเที่ยวแต่งชุดประจำชาติของเขา พวกเขาจะชอบใจมากๆเมื่อเห็นพวกเราแต่งชุดฮันบก



























เนื่องจากเกาหลีใต้เป็นประเทศที่เล็กมาก สถานที่ท่องเที่ยวจึงมีไม่มากนัก จุดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งจึงหนีไม่พ้นสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ที่เป็นเสมือนดิสนี่แลนด์ของเกาหลีใต้ เป็นสวนสนุกกลางแจ้งที่ใหญ่มากของนักธุรกิจรายใหญ่ของเกาหลีใต้คือบริษัทซัมซุงนั่นเอง ที่แห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมความสนุกของคนทุกเพศทุกวัย











พระราชวังเคียงบ็อคเป็นอีกแห่งหนึ่งพวกเรามีโอกาสได้เข้าชม พระราชวังเคียงบ็อคเป็นพระราชวังไม้โบราณที่เก่าแก่ที่สุดสร้างมามากกว่า 600 ปี อดีตเคยเป็นที่ว่าราชการของกษัตริย์และบรรดาเชื้อพระวงศ์ แต่ได้รับความเสียหายในช่วงที่ถูกญี่ปุ่นรุกราน  พระราชวังแห่งนี้จึงเป็นเหมือนสิ่งที่คอยเตือนชาวเกาหลีใต้ให้รำลึกถึงประวัติศาสตร์ในอดีตเป็นอย่างดี















เกาหลีใต้มีที่เที่ยวน้อยแห่ง แต่เขาก็พยายามสร้างจุดท่องเที่ยวขึ้นมาดึงดูดชาวต่างชาติ ทุกประเทศจะเป็นเหมือนกันหมด เมื่อพิสูจน์กันจนเป็นที่ประจักษ์ว่า รายได้จากการท่องเที่ยวมีจำนวนมหาศาลมากกว่าด้านอื่น ๆ  ที่เกาหลีใต้ก็เช่นกัน  เขาใช้พื้นที่ไม่มากนักสร้าง  Alive Meseum ให้คนเข้าชมสร้างรายได้ให้ประเทศไม่น้อยเลยทีเดียว   Alive Meseum  คือพิพิธภัณฑ์ภาพวาดสามมิติ ที่จะพาเราเข้าไปอยู่ในภาพนั้นได้






































สิ่งหนึ่งที่น่าเบื่อมากในการไปเที่ยวเกาหลีใต้ นั่นคือการถูกบังคับให้ไปชมสินค้าโอทอปของประเทศเขา ไกด์ทุกคนจะถูกบังคับให้พานักท่องเที่ยวไปตามแหล่งต่าง ๆ เช่นแหล่งขายสมุนไพรโสมเกาหลี ขายพลอยอเมทิส  ขายเหล้า ใบชา เครื่องสำอางค์  ฯลฯ  แม้จะไม่บังคับว่าจะต้องซื้อสินค้า แต่ทุกแห่งที่ไปก็จะต้องมีคนซื้อทุกครั้งไม่มากก็น้อยทุกแห่ง เขาบังคับให้ไกด์ต้องพานักท่องเที่ยวไป แต่การขายเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่เขาซึ่งทุกแห่งจะจ้างคนไทยไปบรรยาย ทำให้การขายแทบจะไม่มีอุปสรรคอะไรเลย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ถ้าจะมองในแง่ของเงินที่จะเข้าประเทศแล้ว นับว่าไม่น้อยเช่นกัน และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยน่าจะเอาเป็นแบบอย่าง


เกาหลีใต้เป็นประเทศกำลังพัฒนา ในกรุงโซลซึ่งเป็นเมืองหลวงจึงมีความเจริญไม่น้อยกว่าเมืองหลวงของประเทศอื่น  แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายคือการแบ่งแยกของเกาหลีเหนือและใต้  หากเกาหลีจะมีคนอย่างโฮจิมินทร์ที่เป็นผู้นำในการรวมเวียตนามเหนือกลางใต้เข้าเป็นเวียตนามเดียว เกาหลีคงจะเป็นประเทศที่น่าสนใจที่จะไปเที่ยวอีกไม่น้อยทีเดียว