บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เวียตนาม..งามระคนเศร้า




ฉันได้มีโอกาสได้ไปเวียตนามกลางเมื่อต้นเดือน พค.55 ที่ผ่านมา  การไปในครั้งนี้นับว่าโชคดีเป็นอย่างมากที่ได้ไกด์เวียตนามที่สามารถพูดภาษาไทยได้ชัดเจนเนื่องจากเธอมาเรียนที่เมืองไทยจนจบปริญญาตรี แถมได้เกียรตินิยมอีกด้วย    จึงสามารถถ่ายทอดความรู้  และให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเวียตนามได้อย่างลึกซึ้งและได้อารมณ์  อย่างน้อยก็ทำให้คนที่เคยเกลียดชังคนเวียตนาม  ได้เปลี่ยนความรู้สึกมาเป็นเห็นใจแทน

เวียตนามเป็นประเทศเกษตรกรรมเช่นเดียวกับไทย  สภาพโดยรวมของเวียตนามเป็นที่ไร่นาเป็นส่วนใหญ่ มองไปทางไหนก็พบแต่ความเขียวขจี  มีเพียงบางแห่งเช่นเมืองดานัง ที่มีสภาพของเมืองอุตสาหกรรมปะปน และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว   แต่สิ่งที่น่าเห็นใจเวียตนามก็คืออดีตที่ขมขื่นจากวิบากกรรมของสงคราม  ที่สร้างความรวดร้าวให้กับคนเวียตนามอย่างฝังลึก  เด็ก ๆ ของเวียตนามทุกคนจึงถูกปลูกฝังให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ รักชาติรักแผ่นดิน โรงเรียนในเวียตนามจะเข้าเรียนตั้งแต่ 7 โมงเช้า  ก่อนเข้าเรียนจะมีการอบรมคุณธรรม 5 ข้อของลุงโฮ คือ 1. รักชาติ รักประชาชน 2. เรียนดี ประพฤติดี  3.สามัคคี มีวินัย  4.รักษาอนามัยดี  5.อ่อนน้อม ถ่อมตน ซื่อสัตย์ กล้าหาญ เด็กคนไหนปฏิบัติตามได้ ก็จะได้รางวัลเป็นผ้าพันคอสีแดง  เด็กที่มีผ้าพันคอแดง  ก็จะรู้สึกว่าตัวเองต้องทำความดีต่อๆไป  เป็นวิธีการที่ปลูกฝังเด็กที่ได้ผลดีมากทีเดียว

วิบากกรรมของเวียตนามเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคที่ฝรั่งเศสล่าอาณานิคมและยึดเอาเวียตนามเป็นเมืองขึ้น  ทำให้คนเวียตนามขาดอิสระในการดำรงชีวิต ต้องอยู่ภายใต้อาณัติของฝรั่งเศส  วัฒนธรรมแปลกๆ ในบางอย่าง จึงมีปรากฏให้เห็นจนปัจจุบัน เช่นการนอนกลางวัน  คนเวียตนามจะต้องนอนพักหลังอาหารกลางวันทุกวัน  ในเวลาเที่ยงหากไปบ้านใคร  เขาจะถือว่าเป็นการเสียมารยาท  เพราะเป็นเวลานอนของเขา  วัฒนธรรมนี้ดูเหมือนจะทำให้เวียตนามเหมือนคนขี้เกียจ  แต่แท้จริงเป็นเพราะเขาถูกฝรั่งเศสบังคับ เพื่อไม่ให้คนออกมาชุมนุมกัน จึงบังคับให้นอนกลางวัน ห้ามไปไหน นานๆไปจึงกลายเป็นความเคยชิน  คนเวียตนามทำงานกันวันละไม่กี่ชั่วโมง คนจึงมีรายได้น้อยมากเฉลี่ยประมาณ 3,000.-/เดือน เท่านั้น  แต่คนเวียตนามก็กินอยู่อย่างประหยัด ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่จะทำนาข้าว , ปลูกผัก กินเอง ส่วนประเภทเนื้อสัตว์แพงมาก มักไม่ค่อยได้ทานกัน ยึดหลักพอเพียงยิ่งกว่าคนไทยเสียอีก
 
จุดแรกแห่งการท่องเที่ยวในครั้งนี้คือถ้ำฟองญา ซึ่งตั้งอยู่เขตอุทยานแห่งชาติฟองญา ในเมืองกว๋างบินห์  ติดชายแดนลาว  ถ้ำแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นถ้ำที่ยาวที่สุดในเอเซียอาคเนย์  ยาวประมาณ 44 กม.  กินเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ  800 ตาราง กม.ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก unesco  ให้เป็นมรดกโลกในปี 2003 (พศ.2546)



ปากถ้ำฟองญา
การเดินทางไปถ้ำแห่งนี้  เราไปลงเรือที่ท่าเรือในบริเวณอุทยาน  จะมีเรือหางยาวให้นักท่องเที่ยวเช่าเหมาลำ เรือลำหนึ่งนั่งได้ประมาณ 14-15 คน มีชูชีพพร้อมเพื่อความปลอดภัย




เรือจะล่องไปตามลำน้ำซอน (son river)  ซึ่งกว้างไม่มากนักในช่วงที่อยู่ในชุมชน และจะค่อย ๆ กว้างมากขี้น มากขึ้นจนมีลักษณะเหมือนทะเลสาบ  หรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่  เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที  ก็ไปถึงปากถ้ำ  ระหว่างที่เรือวิ่ง เราจะเห็นแนวเขาสลับซับซ้อนตลอดสองฝั่งลำน้ำซอน มีหมู่บ้านชาวประมง สลับกับไร่ข้าวโพด เป็นระยะ ๆ  ตามแนวเชิงเขา และมีโบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งอยู่กลางชุมชน นับเป็นธรรมชาติที่สวยงามมากแห่งหนึ่งที่เคยได้พบมา













เรือหางยาวล่องมาได้ถึงปากถ้ำ ก็ต้องดับเครื่องและต้องใช้การแจวแทนเพื่อเข้าไปในถ้ำ  ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำที่มีความสูงมากที่สุด  กว้างมากที่สุด  และ ยาวมากที่สุดในเวียตนาม  แต่เราสามารถเข้าไปได้เพียงช่วงต้น ๆ ของถ้ำประมาณ 1.5 กม.เท่านั้น  เพราะลึกไปกว่านั้นซึ่งจะแยกเป็นถ้ำเล็กถ้ำน้อย  ยังอยู่ระหว่างการสำรวจ จึงยังไม่มีความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว และยังไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าชม   เรือแจวเข้าถ้ำไปประมาณ 1.5 กม. ก็จะพบหาดทรายในถ้ำ  พวกเราขึ้นหาดเพื่อชมความงามในถ้ำ  มีอยู่จุดหนึ่งมี่หินงอกและหินย้อยบรรจบกันจนเป็นเสา  สวยงามมาก  เชื่อว่าต้องใช้เวลาสะสมเป็นนับร้อยนับพันปีทีเดียว กว่าจะเป็นเช่นนี้ได้  เป็นความสวยงามตามธรรมชาติที่หาได้ยากมากจริง ๆ

















ได้เวลาพอสมควรก็ออกจากถ้ำเดินทางกลับ

จุดที่สองของการท่องเที่ยวในครั้งนี้คืออุโมงค์วินห์ม๊อค ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลวินห์ม๊อค เมืองกว๋างตรี ที่ตำบลวินห์ม๊อคแห่งนี้จะมีอุโมงค์ทั้งหมด 144 อุโมงค์  เรียกว่าเกือบทุกบ้านจะมีอุโมงค์ของตนเองในการหลบภัยสงคราม แต่อุโมงค์วินห์ม๊อคนี้จะเป็นแห่งเดียวที่ใหญ่ที่สุด  บรรจุคนภายในได้ถึง 66 ครอบครัว การเข้าชมอุโมงค์แห่งนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่และเห็นใจคนเวียตนามเป็นอย่างมาก ที่เกือบจะตลอดชีวิตของคนบางคน ต้องอยู่อย่างไม่มีความสุข ต้องคอยหลบระเบิด ต้องหนีตาย ต้องแย่งชิงเพื่อความอยู่รอด  ชีวิตของคนเวียตนามเหมือนคนถูกสาบ

สืบเนื่องมาจากอดีตในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่ประเทศเวียตนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ชาวเวียตนามเองได้พยายามดิ้นรนเพื่อความเป็นเอกราชจากการปกครองของคนผิวขาวมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง การดิ้นรนเพื่อความเป็นเอกราชก็ถูกยกระดับเป็นสงคราม โดยกองกำลังกู้ชาติของเวียตนามได้ประกาศสงครามกับฝรั่งเศสเมื่อปี 1946(พศ.2489)  ผลแห่งการสงครามในช่วงนั้น ปรากฏว่าฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำมาโดยตลอด  จนต้องพยายามหาทางเอาชนะกองกำลังกู้ชาติให้จงได้ในทุกวิถีทาง  โอกาสสุดท้ายของฝรั่งเศสอยู่ที่เมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งอยู่ตะวันตกเฉียงเหนือของเวียตนาม ฝรั่งเศสโดยการสนับสนุนจากอเมริกา  ได้เปิดฉากต่อสู้กับกองกำลังกู้ชาติเวียตนามโดยการสนับสนุนจากจีน เมื่อ มีค.1954 การรบเป็นไปอย่างดุเดือดด้วยอาวุธหนักใช้เวลาถึง 55 วัน ถึงเดือน พค.1954 เดียนเบียนฟูก็แตก ความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในสงครามเดียนเบียนฟู ทำให้ฝรั่งเศสสูญเสียอำนาจทางทหารในเวียตนามไปโดยสิ้นเชิง จนต้องเปิดการเจรจากันที่กรุงเจนีวาระหว่างประเทศคู่สงคราม  แต่ในการเจรจานั้นอเมริกาได้คัดค้านที่จะให้เวียตนามได้รับเอกราชอย่างเป็นหนึ่งเดียว  จึงเป็นที่มาของการแบ่งเวียตนามออกเป็นเหนือและใต้  โดยใช้เส้นขนานที่ 17 เป็นเส้นแบ่ง และมีเงื่อนไขว่า ภายใน 2 ปี จะให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศเพื่อความเป็นหนึ่งของเวียตนาม

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อตกลงที่ชัดเจน แต่เอกราชของเวียตนาม กว่าจะได้มาก็เต็มไปด้วยขวากหนาม อย่างน่าเห็นใจ เพราะอเมริกาซึ่งได้คัดค้านการรวมเวียตนาม ใช้กลยุทธที่จะให้คนเวียตนามเข่นฆ่ากันเอง  โดยให้การหนุนหลังโงดินเดียมห์ให้เป็นประธานาธิบดีของเวียตนามใต้  และกดดันให้กษัตริย์เบ๋าได๋ให้สละบัลลังค์ การปกครองในเวียตนามด้วยระบบกษัตริย์จึงสิ้นสุดลงนับแต่นั้น  และโงดินเดียมห์ก็ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาให้เร่งสร้างกองทัพและสะสมอาวุธอย่างเต็มกำลัง จนประชาชนเวียตนามใต้ไม่พอใจในการกระทำของโงดินเดียมห์  คนที่ลุกฮือขึ้นต่อต้าน ก็ถูกสังหารอย่างไร้ความปราณี  คนที่เหลือจึงรวมตัวกันตั้งแนวร่วมปลดปล่อย เรียกตัวเองว่า"เวียตกง"เพื่อร่วมกันต่อสู้กับรัฐบาลโงดินเดียมห์ต่อต้านอำนาจรัฐ

ส่วนทางเวียตนามเหนือเองก็ประท้วงการกระทำของเวียตนามใต้ของโงดินเดียมห์เช่นกัน ทำให้อเมริกายิ่งเพิ่มอาวุธเพื่อให้มาเข่นฆ่า  เวียตนามเหนือจำเป็นต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย และสงครามระหว่างเวียตนามเหนือและใต้ก็บังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในปี 1960  สนามรบที่รุนแรงที่สุดของสงครามเวียตนาม จะอยู่ที่บริเวณเส้นขนานที่ 17 ซึ่งเป็นแนวตะเข็บชายแดนระหว่างเวียตนามเหนือและใต้ โดยเฉพาะเมืองกว๋างตรี และ กว๋างบินห์  จะถูกถล่มด้วยเครื่องบิน บี 52 อย่างหนักและต่อเนื่อง เพื่อกวาดล้างเวียตกงที่หลบหนีไปอาศัยอยู่ตามป่าเขาและถ้ำ  และอเมริกายังโปรยสารเคมีที่ชาวเวียตนามเรียกว่า"ฝนเหลือง"  เพื่อต้องการทำลายป่าให้โล่งเตียน


ระเบิดที่พบบริเวณใกล้ๆ อุโมงค์
ชาวเวียตนามถูกสังหารนับล้านคน  แต่ละบ้านต้องสร้างหลุมหลบภัยเอง  ในการสร้างหลุมหลบภัยเขาจะใช้ทั้งจอบเสียมและถ้วยชามแตกขุดทีละนิด ละนิด จนสามารถเป็นหลุมหลบภัยได้  เมื่ออเมริกาจับได้ ก็จะปิดทางเข้าออก ทำให้คนที่อยู่ในหลุมขาดใจตายไปก็เยอะ   จึงเกิดประสพการณ์แก่ชาวเวียตนามในการสร้างอุโมงค์ ต้องให้มีทางเข้าออกหลายทาง อุโมงค์วินห์ม๊อคถูกสร้างขึ้นด้วยประสพการณ์นั้น จึงมีทางเข้าออกถึง 9 ทาง  ทางเข้าจะเป็นทางแคบ ๆ  ประมาณ 50 ซม.เดินได้คนเดียว สูงประมาณ 160 ซม.  ผนัง 2 ด้านจะเป็นไม้ตอกไว้กันไม่ให้ดินไหลมากวางทางเดิน  บางช่วงก็เป็นอิฐ   สองข้างทางเป็นห้องสำหรับอยู่อาศัย เท่าที่ดูด้วยสายตาน่าจะกว้างประมาณ 1 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร เรียกว่าขนาดพอนอนเท่านั้น ห้องหนึ่งจะอยู่กันประมาณ 3 - 4 คน  อุดอู้กันอยู่ในนั้นจนเด็กบางคนที่เกิดในอุโมงค์กลายเป็นเด็กพิการ












นอกเหนือจากห้องเล็กๆ แคบๆ  สำหรับหลบภัย  ในอุโมงค์วินห์ม๊อคซึ่งมีความลึกประมาณ 28 เมตร ถูกแบ่งเป็น 3 ชั้น มีทั้งคอกเลี้ยงสัตว์  ห้องสุขา  มีบ่อน้ำ ที่ซักล้าง ห้องเก็บสะสมอาวุธ  ห้องประชุม  และห้องพยาบาล  ทั้ง 66 ครอบครัว ที่หลบภัยในอุโมงค์จะต้องช่วยเหลือกัน มีเด็กที่เกิดในอุโมงค์ 17 คน  จะมีแม่เพียงคนเดียวที่ทำหน้าที่ให้นมเด็กทุกคน เรียกกันว่าดื่มนมสามัคคี  เนื่องจากแม่ส่วนที่เหลือต้องไปช่วยสะสมอาวุธหรือทำงานอื่น  การขุดอุโมงค์จะกระทำในช่วงกลางวัน และนำดินไปทิ้งทะเลในช่วงกลางคืน เพื่อไม่ให้อเมริกาหาร่องรอยพบ 



เหนืออุโมงค์ จะเป็นป่าไผ่ เพื่ออำพรางการตรวจตราของอเมริกา ไม่ให้เห็นปากอุโมงค์ ทำให้คนเวียตนามทั้ง 66 ครอบครัวนี้ สามารถอยู่ในอุโมงค์ได้อย่างปลอดภัยนานถึง 6 ปี


ประตูทางเข้าออกที่ 9  เป็นเส้นทางที่สามารถออกสู่ทะเลจีนใต้ เพื่อเป็นช่องทางหลบหนีหากถูกปิดจากช่องทางอื่น



คุณยายชาวเวียตนามคนนี้อายุไม่น่าจะต่ำกว่า 80 ปี  นั่งขายใบบัวบกตากแห้งอยู่บริเวณเหนืออุโมงค์วินห์ม๊อค  เชื่อว่าแกต้องผ่านชีวิตในช่วงสงครามมาแน่นอน และน่าจะเป็นผู้หนึ่งที่เคยอาศัยหลบภัยในอุโมงค์แห่งนี้

เราออกจากอุโมงค์วินห์ม๊อคด้วยความหดหู่ใจ   และดีใจที่ตนเองเกิดมาเป็นคนไทย อยู่ใต้ร่มพระบารมีในหลวง ไม่ต้องมีชีวิตลำเค็ญเหมือนคนเวียตนาม  อยากให้พวกที่ชอบสร้างหมู่บ้านแบ่งสีลองมาอยู่ดูบ้าง  อาจจะเลิกแบ่งแยกและหันกลับมารักสามัคคีกันก็เป็นได้



ขอขอบคุณข้อมูลจาก  http://www.komkid.com/   และไกด์ชาวเวียตนาม

ด้วยรักจากงูเขียว




ตั้งแต่ทำงานธนาคารมา  ฉันเห็นหนุ่มแบ๊งค์สาวแบ๊งค์จีบกันก็หลายคน และตกลงปลงใจแต่งงานกันไปแล้วก็หลายคู่ แต่ไม่เคยได้ยินใครที่จีบกันแปลกประหลาดเช่นชายหญิงคู่นี้  .....

เขาคือพี่สำราญ..หนุ่มใต้ หน้าตาคมคนหนึ่ง มาดเท่ห์  หยิ่งนิดๆ  เป็นที่ต้องตาของสาวแบ๊งค์หลายคน แต่เขาไม่เคยสนใจใครเลยนอกจากสาวผิวขาว  หน้าตาสะสวยคนนั้น  เธอคือ..พี่หน่อย..สาวบัญชีจากรั้วจุฬา  ที่ใคร ๆ ก็หมายปอง เธอย้ายจากฝ่ายบัญชีมาอยู่ฝ่ายประนอมหนี้ จึงยิ่งทำให้พี่สำราญคิดเข้าข้างตัวเองยิ่งขึ้นไปอีก ว่าฟ้าต้องลิขิตส่งเธอมา.....

เขาอยากจะจีบเธอ  บอกเธอให้รู้ว่าเขาสนใจเธอ  แต่เจ้ากรรม..คิดยังไงก็คิดไม่ออก  เขาพยายามหาวิธีร้อยแปด ที่คิดว่าเท่ห์และวิธีการจีบสาวของเขาต้องแปลกกว่าใคร ๆ  !

วันหนึ่งเขาเห็นเธอก้มหน้าง่วนอยู่กับงาน  เธอเป็นคนที่ขยัน และมีความรับผิดชอบสูงมากคนหนึ่ง จึงทำให้แต่ละวันเธอไม่ค่อยมีเวลายุ่งกับคนอื่นมากนัก  ..................

วันนั้น ฟ้าเป็นใจให้กับเขา....ใจเขาคิดว่า  วันนี้แหละ ต้องรู้แน่ ๆ ว่าจะออกหัวหรือก้อย...............
เธอนั่งทำงานอยู่คนเดียว  เขาค่อย ๆ เดินไปใกล้ ๆ เธอ และก็โยนสิ่งที่เตรียมไว้สำหรับการจีบสาวครั้งนี้ออกจากกระเป๋า..โยนไปที่โต๊ะทำงานของเธอ............

ว๊าย..................ตาบ้า.!
"งูเขียวปลอม"  ตัวนั้น นอนแอ้งแม้งอยู่บนโต๊ะพี่หน่อย....แม้จะรู้ว่ามันคือของปลอม..  แต่มันก็น่าเกลียด น่าขนลุกอยู่ไม่น้อย ...เล่นอะไรบ้า ๆ ........เธอว่าเขาเสียแทบไม่ซ้ำคำ.............

มันเป็นการจีบสาวครั้งแรกของเขา  ที่ประสพความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า  .....
เขายืนหน้าซีดเผือด  ยิ้มแห้ง ๆ  ยอมให้เธอด่าอย่างไม่มีทางเลือก   และพูดอะไรไม่ออกเลย  แม้แต่คำขอโทษ

ความสัมพันธ์ของเธอและเขา จึงยุติตั้งแต่เริ่มต้น....
เขาไม่กล้า..แม้แต่จะคิดจีบเธออีกเลยนับจากนั้น...เข็ดไปจนตาย. เพราะเจ้างูเขียวบ้า ๆ  นั่นเอง...

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

อาลัย..วิภาจารี


ภาพวันที่รี่และเพื่อน เลี้ยงส่งพี่และพี่จิ๋ง

เมื่อครั้งที่รี่ป่วยหนัก  พี่ยังจดจำถึงภาพบรรยากาศในฝ่ายประนอมหนี้ได้เป็นอย่างดี  เป็นภาพที่ทุก ๆ คนในฝ่ายประนอมหนี้ได้แสดงออกถึงความห่วงใยรี่อย่างจริงจัง  ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาคำแนะนำดี ๆ  จากประสพการณ์ที่แต่ละคนมี  หรือแม้แต่สละเวลาในการพารี่ไปทำสมาธิบ้าง  ไปทานอาหารเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง  ต่าง ๆ นา ๆ   เป็นความรักความอบอุ่นที่เกิดขึ้นในครอบครัวประนอมหนี้ของเรา  ที่หาได้ไม่ง่ายนักในหน่วยงานต่าง ๆ  ของธนาคาร  และเชื่อว่ากำลังใจที่รี่ได้จากเพื่อนร่วมงานในครั้งนั้น  เป็นพลังที่ทำให้รี่เข้มแข็งได้ในช่วงเวลาหนึ่ง

วิภาจารี ได้เข้ามาร่วมงานที่ฝ่ายประนอมหนี้น่าจะเกือบ 10 ปีเห็นจะได้  จำได้ว่าชุดนี้เข้ามาไล่เลี่ยกันหลายคน  เช่น  จันทนา นาบุญ , วิยะดา จิ๋วธรรมรงค์ , บรรเจิด แจ้งเขตร์ , พรรณวดี เทียนศิริ , อภิชาติ บุษยะกนิษฐ์  และ วิภาจารี วิงวอนธรรม  เพราะขณะนั้นเป็นช่วงที่มีปริมาณหนี้เสียโอนเข้ามาจำนวนมาก  อัตรากำลังของฝ่ายประนอมหนี้ขาดอยู่หลายอัตราด้วยกัน  ทุกคนที่เข้ามาจึงต้องทำงานหนัก  แต่ก็เป็นที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนที่จัดรับเข้ามา เป็นบุคคลคุณภาพทั้งสิ้น  และเป็นกำลังสำคัญของฝ่ายประนอมหนี้ในปัจจุบัน ยกเว้นอภิชาติ ซึ่งย้ายไปเป็นทนายความฝ่ายกฏหมาย 

วิภาจารี เป็นเด็กที่มีความมุ่งมั่นมุมานะ  ขยันขันแข็งและเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งของฝ่ายประนอมหนี้ หากจะพูดไปแล้ว ความเจ็บป่วยของเธอที่ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นเพราะเธอไม่ปลีกเวลาจากงานมาใส่ใจดูแลตัวเองบ้าง   เป็นเพราะเธอทุ่มเทกับงานจนลืมนึกถึงตัวเอง  การรักษาตัวจึงช้าเกินไป  หากดูแลตัวเองสักนิด  วันนี้....ที่เธอต้องอำลาจากพี่ ๆ  เพื่อน ๆ  จนชั่วนิรันดร์.... อาจจะยังมาไม่ถึง

ขอกรรมดีทั้งหลายที่เธอได้กระทำในชาตินี้   จงส่งผลให้ดวงวิญญาณของเธอไปสู่สวงสวรรค์  และมีความสุขสมหวังในทุกชาติภพ          ลาก่อน.....วิภาจารี







วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555

ความทรงจำใน...ประนอมหนี้







ข้าพเจ้ามีโอกาสเข้ามาทำงานประนอมหนี้เมื่อปี  ๒๕๒๐  ซึ่งขณะนั้นยังเป็นองค์กรเล็ก ๆ และใช้ชื่อว่า "สำนักประนอมหนี้"  ด้วยการชักชวนของพี่จงกลณี วงศ์ขจร พี่ที่สาขาราชวงศ์ที่ข้าพเจ้านับถือมากคนหนึ่ง ซึ่งเฝ้ามองดูพฤติกรรมการทำงานของข้าพเจ้าและเห็นว่ามีศักยภาพมากกว่าที่จะทำงานอยู่หน้าเคาน์เตอร์ตามที่ทำอยู่ จึงช่วยวิ่งเต้นโยกย้ายให้มาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ  พี่ขจร วงศ์ขจร  ผู้เป็นสามีซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าส่วนในสำนักประนอมหนี้  พี่ขจร วงศ์ขจร จึงเป็นครูคนแรกที่สอนงานประนอมหนี้ให้ข้าพเจ้า 
 
 

การได้ย้ายมาอยู่ที่สำนักประนอมหนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากมาย เมื่อเทียบกับอยู่ที่สาขาราชวงศ์ ซึ่งเป็นเสมือนน้องเล็กของพี่ ๆ  เหตุที่รู้สึกเช่นนั้นเพราะสภาพของงานซึ่งเราจำเป็นต้องอ่านเรื่องราวของลูกหนี้ ทำให้เห็นถึงความหลากหลายของชีวิต ต่างรูปแบบ  ต่างหนทาง ต่างฐานะ แต่เมื่อผิดพลาดล้มเหลวก็มีสภาพเช่นเดียวกัน และมาอยู่ในมือของเรา งานประนอมหนี้ มิใช่งานยาก หลักสำคัญคือต้องรู้พื้นฐานของหนี้ รู้สาเหตุที่หนี้มีปัญหา และหาทางแก้ไข ซึ่งขณะนั้นให้ยึดเรื่องการเจรจาประนีประนอมเป็นเบื้องต้น เมื่อไม่ได้ผลจึงค่อยใช้กฏหมายเข้าบังคับ สำนักประนอมหนี้ซึ่งถือกำเนิดโดยท่านบุญชู  โรจนเสถียร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ในขณะนั้น ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นให้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลหนี้เป็นการเฉพาะเพื่อแยกความรับผิดชอบออกมาจากผู้ปล่อยสินเชื่อ สำนักประนอมหนี้จึงเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องหนี้อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นมาจนปัจจุบัน



การเข้ามาทำงานที่สำนักประนอมหนี้ ทำให้เริ่มเรียนรู้คนอย่างจริงจัง เริ่มสัมผัสถึงปัญหาขององค์กร  ปัญหาเรื่องงาน   ปัญหาเรื่องคน ซึงดูจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างปัญหาจุกจิกทั้งหลายทั้งปวง เริ่มมองเห็นคนสุจริต คนทุจริต คนหน้าไหว้หลังหลอก คนดีแต่พูด และคนพูดไร้สาระ คนชอบสร้างปัญหา  มีให้เห็นทั้งหมดในสำนักประนอมหนี้ข้าพเจ้าได้ยินคนเก่าแก่บางคนพูดว่า "ที่นั่นเสือสิงห์กระทิงแรด"



แต่ก็เป็นการดีที่มีโอกาสเข้ามาอยู่ในชุมชนนี้ เพราะสามารถฝึกชีวิตให้แข็งแกร่งได้มากทีเดียว ฝึกให้อดทน และที่สำคัญที่สุดคือฝึกให้เป็นคนนิ่งรับฟังปัญหา  การนิ่งทำให้มีโอกาสคิดก่อนพูด ดีกว่าการพูดเจื้อยแจ้วด้วยอารมณ์ความรู้สึกทันทีเป็นไหนๆ  พฤติกรรมเช่นนี้ติดตัวข้าพเจ้ามาจนเกษียณจากงานธนาคาร



ที่สำนักประนอมหนี้ขณะนั้น  ข้าพเจ้าถูกฝึกให้เรียนรู้งานด้วยการอ่านและบันทึก ข้าพเจ้าต้องอ่านแฟ้มลูกหนี้ทุกรายในสายงานที่ได้รับผิดชอบซึ่งขณะนั้นจะเป็นหนี้มีปัญหาในโซนรอบ ๆ กทม. เช่นนครปฐม กำแพงแสน ฯลฯ ลูกหนี้โซนนี้ส่วนใหญ่ทำไร่อ้อย และทำการเกษตรอื่นๆ เช่นฟาร์มเป็ด ไก่ สุกร ลูกหนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นคนพื้นบ้านที่น่าเห็นใจ และสาเหตุหนี้เสียส่วนใหญ่มักจะเกิดจากโรคระบาดบ้าง ความแห้งแล้งตามฤดูกาลซึ่งส่งผลกระทบถึงการดำเนินชีวิตของสัตว์บ้าง  มีจำนวนน้อยมากที่เกิดจากการจงใจทุจริตของลูกหนี้  สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงสังคมไทยในอดีตได้อย่างชัดเจน คนส่วนใหญ่ตั้งใจทำมาหากินอย่างสุจริต  ไม่มีการวางแผนใดซับซ้อน  ไม่เตรียมการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น  นั่นก็คือไม่มีแผนบริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้านั่นเอง



ลูกหนี้ขณะนั้นกลัวการถูกดำเนินคดี พอออกหนังสือเชิญพบก็มักจะมาตามนัดทุกครั้งไป เราก็จะเจรจาและให้ทำข้อตกลงไว้ทุกครั้งเช่นกัน บางครั้งก็เป็นผลคือลูกหนี้ผ่อนชำระได้ บางครั้งก็ไม่เป็นผล คือผ่อนชำระไม่ได้ ลูกหนี้บางคนตั้งใจชำระแต่เงินทองก็ไม่อำนวย  ข้าพเจ้าเคยเจรจากับลูกหนี้ที่เป็นข้าราชการแต่ทำไร่อ้อยด้วยเพราะเป็นอาชีพดั้งเดิม เงินเดือนทั้งเดือนเหลือผ่อนชำระได้เพียง ๕๐๐.- บาท ยังไม่พอชำระดอกเบี้ยรายเดือนเลย แต่นโยบายขณะนั้นก็รับไว้เพราะถือว่าลูกหนี้มีความตั้งใจจริง  ไม่เหมือนปัจจุบันที่จะให้ปฏิเสธลูกหนี้ไปเลยเพราะถือว่าแก้ปัญหาไม่จบ มุมมองในนโยบายของเดิมกับปััจจุบันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในอดีตนั้นค่อนข้างจะยึดเรื่องคุณธรรมอยู่มาก



หน้าที่ของสำนักประนอมหนี้ขณะนั้น คือมุ่งเจรจาแก้ไขปัญหาให้ยุติ หากไม่ได้ผลก็ค่อยดำเนินคดี บังคับคดีเอาทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาด  แนวการบริหารงานของสำนักประนอมหนี้ขณะนั้นก็คือทุกแนวทางยุติหนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการซึ่งขณะนั้นมี ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย เป็นประธานกรรมการ ทุกเรื่องทุกราย เจ้าหน้าที่ประนอมหนี้จะต้องเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาและมีคำสั่ง ฉะนั้นแต่ละเรื่องราวจะมีการให้ความเห็นประกอบการวินิจฉัยกันอย่างกว้างขวาง ผิดกับปัจจุบันซึ่งใช้อำนาจเฉพาะตัว ตัดสินใจด้วยเหตุผลเฉพาะตัว ย่อมไม่ครอบคลุมเท่ากับหลายๆ ความเห็น  แต่อย่างไรก็ตาม วันเวลาเปลี่ยนไป  ปริมาณหนี้เปลี่ยนไป  ก็ย่อมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา



เจ้าหน้าที่ประนอมหนี้ในขณะนั้น รับผิดชอบหนี้ไม่เกิน ๕๐ ราย/คน  จึงสามารถจำข้อมูลลูกหนี้ได้ครบถ้วนทุกราย แม้จะไม่มีคอมพิวเตอร์ช่วยก็ไม่มีปัญหาใด  ปัจจุบันรับพอร์ทคนละ ๓๐๐-๕๐๐ ราย มีคอมพิวเตอร์ช่วย มีระบบช่วยแต่ก็ยังไม่วายตกหล่นอยู่หลายเรื่อง  เรื่องนี้หากมองให้ลึกอาจจะมิได้อยู่ที่ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ประนอมหนี้เพียงอย่างเดียว เพราะเนื้อหาของหนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น จะต้องใช้เวลาในการอ่านมากขึ้น การเก็บข้อมูลนานขึ้น เวลาจึงไม่เพียงพอ การแก้ปัญหาโดยให้เจ้าหน้าอาวุโสรับผิดชอบมากขึ้น บางครั้งก็อาจจะไม่ถูกทางนัก เพราะบางเรื่องมันขึ้นอยู่กับประสพการณ์และไหวพริบ และไหวพริบไม่เกี่ยวกับอาวุโส

 
 
สำนักประนอมหนี้ในอดีต แม้จะมีเจ้าหน้าที่น้อยคน แต่ลักษณะงานจะครอบคลุมทุกด้าน  นับตั้งแต่เมื่อหนี้เริ่มโอนเข้ามาอยู่ใน port  ก็ต้องศึกษาประวัติและสรุปข้อมูลพื้นฐานไว้  แล้วก็ออกติดตามทุกราย หาทางเจรจาประนอมหนี้กัน  หากไม่เป็นผลก็ส่งเรื่องให้ทนายความดำเนินคดี  แล้วคอยติดตามผลการดำเนินคดีของทนายความ  เรื่องการติดตามคดีจากทนายความก็น่าจดจำ  สมัยนั้นปริมาณหนี้มีน้อยราย  การดำเนินคดีกับหนี้ทุกรายจะต้องส่งให้ฝ่ายกฏหมายของธนาคารเท่านั้น และฝ่ายกฏหมายนี่แหละที่เป็นตัวปัญหาของความล่าช้า ฝ่ายกฏหมายขณะนั้นเป็นดินแดนลับแลที่ไม่มีใครเข้าถึง ฉะนั้นเรื่องจะกำกับ ให้มีความคืบหน้าลืมไปเสียเถิด แค่ติดตามก็ยังแสนยากยิ่งกว่าตามหนี้เสียอีก  พฤติกรรมของฝ่ายกฏหมายปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างหน้ามีอเป็นหลังมือ  กลายเป็นฝ่ายกฏหมายที่ทุกคนเข้าถึงอย่างง่ายดาย อำนวยความสดวกให้กับเจ้าหน้าที่ธนาคารทุกคน ทุกหน่วยงานที่ต้องการปรึกษาข้อกฏหมายอย่างแท้จริง  เรื่องนี้ต้องขอชื่นชมคุณศรศักดิ์ สีมานนทปริญญาและคุณสงคราม สกุลพราหมณ์ เป็นอย่างมาก



เรื่องการออกติดตามหนี้ที่สาขาต่างจังหวัดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จดจำได้ไม่เคยลืม ข้าพเจ้าเคยออกติดตามหนี้ในไร่อ้อยที่สูงมิดหัวที่อำเภอกำแพงแสน  เรียกว่าเข้าไปแล้วไม่คุ้นทางก็หลงแน่นอน  น่ากลัวมากเพราะมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากต้นอ้อย  เข้าไปอยู่ในดงอ้อย ต้องกัดฟันทำใจให้กล้าไว้  แต่เมื่อไปพบลูกหนี้เข้า ก็เกิดความเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง  คนที่เป็นเกษตรกรนี่เป็นพวกหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอย่างแท้จริง  แต่ก็เป็นอาชีพดั้งเดิมของเขาที่ทำกันมาช้านานตั้งแต่บรรพบุรุษ ลูกหนี้ประเภทนี้ไม่เคยร่ำรวย ความร่ำรวยจะไปอยู่ที่หัวหน้าโควต้าเสียมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้เกษตรกรค่อนข้างจะได้รับการผ่อนปรนจากธนาคารมากอยู่ไม่น้อย  และมีจำนวนไม่น้อยที่ธนาคารต้องจำหน่ายเป็นหนี้สูญและระงับการติดตาม เพราะสภาพของลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้คืนธนาคารได้โดยสิ้นเชิง ธนาคารได้รับความเสียหายจากหนี้กลุ่มนี้ไม่น้อยทีเดียวในแต่ละปี   การออกติดตามหนี้แต่ละครั้งก็ใช่ว่าจะเจอแต่ลูกหนี้ที่น่าเห็นใจเสียทุกครั้งไป บางครั้งไปพบลูกหนี้ที่เป็นนักเลงอันธพาลก็มี  นอกจากพรุสวาสไม่ยอมชำระหนี้แล้วยังข่มขู่เจ้าหน้าที่ธนาคารอีกด้วย   การพบปะลูกหนี้เช่นนี้ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มเห็นความสำคัญของการประกันชีวิต  และเริ่มทำประกันชีวิตนับแต่นั้นเป็นต้นมา



เมื่อปริมาณหนี้เพิ่มมากขึ้น สำนักประนอมหนี้ก็เริ่มมีปัญหาดินพอกหางหมู ทำงานเท่าไรก็ไม่ทัน  หนี้เพิ่มขึ้นเกินพิกัดที่จะรับไหว   ธนาคารจึงปรับเปลี่ยนองค์กรแยกความรับผิดชอบระหว่างลูกหนี้ของสาขานครหลวง กับ สาขาต่างจังหวัดออกจากกัน แบ่งความรับผิดชอบการดูแลกันตามภูมิภาค ชื่อองค์กรจึงเปลี่ยนเป็นฝ่ายประนอมหนี้นครหลวง และ ฝ่ายประนอมหนี้ต่างจังหวัด นับแต่นั้นมาจนปัจจุบันโดยข้าพเจ้าเองดูแลงานด้านต่างจังหวัด และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าบริหารของฝ่ายประนอมหนี้ต่างจังหวัด



การทำงานในสายงานต่างจังหวัด จะมีปัญหาน้อยกว่าสายงานนครหลวง ความซับซ้อนของหนี้ก็มีน้อยกว่ากันเป็นอันมาก  แต่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติสงครามอีรัค หรือวิกฤตค่าเงินบาท หนี้ก็จะหลั่งไหลเข้ามาเป็นสายฝน แม้ก่อนการโอนหนี้ให้ฝ่ายประนอมหนี้ต่างจังหวัดจะกำหนดให้ภาคต้นสังกัดติดตามแก้ไขก่อนทุกราย และควบคุมด้วยการวัดผลงานการแก้ไข  ก็มีเรื่องที่ชวนให้ปวดหัวว่าด้วยสงครามแย่งชิงผลงานกันระหว่างภาคต้นสังกัดกับฝ่ายประนอมหนี้อยู่เนืองๆ   และฝ่ายประนอมหนี้มักจะเป็นจำเลยลับหลังอยู่เสมอๆ ผู้จัดการภาคต่างจังหวัดทุกคน แทบจะไม่ต่างกัน มุ่งเอาผลงานมากกว่าความถูกต้อง เมื่อจะเอาผลงานแล้ว แม้เป็นเพียงผักชีโรยหน้าก็ยอมขายผ้าเอาหน้ารอดไปเดือนๆ  มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยืนอยู่บนเส้นตรง และเป็นที่น่าเคารพนับถือยิ่งนัก  คือท่านผู้จัดการเชาวลิต  สังขะวัฒนะ  ผู้เดียวในสายงานต่างจังหวัด 



แต่แม้จะมีปัญหามากมาย ก็ไม่เคยคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ การทำงานทุกแห่งย่อมมีปัญหาทั้งนั้น เขาถึงให้เรามาแก้ปัญหา  เป็นเรื่องที่แปลกแต่จริงสำหรับข้าพเจ้า ก็คือการบริหารงานในฝ่ายประนอมหนี้ต่างจังหวัด แม้จะเหนื่อยยากหนักหนาสาหัสเพียงใด  แต่ก็มีความสุข  เป็นความสุขที่เกิดจากความร่วมมือของผู้ใต้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงานจะมีก็เพียงบางคนที่คอยขวางลำ แต่ความสงบย่อมสยบความเคลื่อนไหวได้  งานมากมาย ยากเย็นแสนเข็ญก็ผ่านพ้นสำเร็จลุล่วง โดยเฉพาะช่วงที่มีการจัดมหกรรมขายทอดตลาด ที่เรียกว่าหนักหนาสาหัสมาก ที่จะต้องทำทุกอย่าง นับตั้งแต่หาสำนวนที่จะมาขาย  ถ่ายภาพทรัพย์ที่จะขาย  นำภาพถ่ายมาทำหนังสือเพื่อประชาสัมพันธ์การขาย  ตรวจ proof จากฝ่ายประชาสัมพันธ์ก่อนส่งโรงพิมพ์  เตรียมสรุปข้อมูลราคาเพื่อพิจารณากำหนดราคาขาย  วางแผนออก  presale  และอื่นๆอีกมากมาย  ทำกันแทบจะไม่ไหวจนต้องรับพนักงานใหม่มาช่วย ข้าพเจ้าจำได้ว่าน้อง ๆ  ในสายงานอยู่ช่วยกันจนดึกดื่นทุกคืน  และมีพนักงานใหม่คนหนึ่งชื่อ นายเอกอัคร  ดีประดิษฐ์  อยู่ช่วยงานถึงตี ๓  ในบางวัน ข้าพเจ้ายังจดจำถึงน้ำใจของพวกเขาอยู่จนบัดนี้  ความร่วมมือของเพื่อนร่วมงานเช่นนี้ยากที่จะเห็นในฝ่ายไหนๆ ของธนาคาร   แต่มีให้เห็นที่ฝ่ายประนอมหนี้ต่างจังหวัด แล้วจะไม่ให้มีความสุขได้อย่างไร



ข้าพเจ้าเข้าทำงานธนาคารครั้งแรกอยู่ที่สาขาราชวงศ์ซึ่งเป็นสาขาแห่งแรกของธนาคาร มีคุณเจน ศิริวงศ์เป็นผู้จัดการสาขา การบริหารงานของคุณเจน ยึดหลักการบริหารแบบครอบครัว ใช้คุณธรรมในการบริหาร พนักงานทุกคนเหมือนดังเป็นพี่น้องในครอบครัวเดียวกัน  เน้นให้ทุกคนรักกัน  ช่วยเหลือกัน  ทุกคนเรียกผู้จัดการเจนว่า อาปา ซึ่งแปลว่าพ่อ  การอยู่ที่สาชาราชวงศ์ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผูกพันกับธนาคารอย่างฝังลึก และทำให้ทุ่มเทกับงานธนาคารอย่างมากในเวลาต่อมา  จากการบริหารงานลักษณะครอบครัวที่สัมผัสมาจากสาขาราชวงศ์  เป็นเหมือนเบ้าหลอมข้าพเจ้าและได้นำมาใช้เมื่อเป็นผู้บริหารของฝ่ายประนอมหนี้ต่างจังหวัด  ข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนคงรู้สึกไม่ต่างจากที่ข้าพเจ้าเคยรู้สึกในขณะนั้น  เป็นความสุขหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้รับในชีวิตการทำงาน



งานอันหนักยิ่งก่อนที่จะเกษียณจากธนาคาร เกิดขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้  พรบ.ข้อมูลเครดิต  ซึ่งสถาบันการเงินจะต้องส่งข้อมูลของลูกหนี้ให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิต และปรากฏความจริงว่าข้อมูลที่มีอยู่ไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกธนาคารก็เป็นเหมือนๆกัน ภาระงานอันยิ่งใหญ่ของพวกเราก็คือต้องทำข้อมูลลูกหนี้ให้เกิดความถูกต้องก่อนที่จะส่งข้อมูลให้กับบริษัทข้อมูลเครดิต เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้ว  หนี้ทั้งหมดที่รับผิดชอบเกือบ ๓ หมื่นรายจะทำอย่างไรให้เสร็จภายในเวลาที่จำกัด  เรื่องนี้อลหม่านกันไม่น้อย  มีการประชุมกันแทบจะถี่ยิบ  ทั้งกำหนดวิธีการ  ปรับเปลี่ยนวิธีการ  เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกนับครั้งไม่ถ้วน  จนในที่สุดก็ได้รับความร่วมมือจากน้องๆเพื่อนร่วมงาน ฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหมดไปได้   ทุกรายเสร็จสิ้นในเดือน ธันวาคม ๒๕๕๔  ข้าพเจ้าก็เกษียณพอดี



เมื่อคิดถึงชีวิตการทำงานในธนาคารกรุงเทพ  ข้าพเจ้ามักจะนั่งยิ้มด้วยความสุขทุกครั้งไป   นับตั้งแต่วันเริ่มต้น จนถึงวันสุดท้ายของการทำงานที่ได้ถ่ายภาพร่วมกับผู้บังคับบัญชาในวันอำลา 



คุณพี่ ช่า..ช่า..ช่า




ฝ่ายประนอมหนี้ ถือเป็นหน่วยงานที่เก่าแก่หน่วยงานหนึ่งของธนาคาร  พนักงานในหน่วยงานจึงมีด้วยกันหลายรุ่น  พนักงานรุ่นแรก ๆ ที่สร้างทีเด็ดให้ฉันได้จดจำ เห็นทีจะไม่พ้นพี่สุเทพ  เพื่อนร่วมงานรุ่นดึกดำบรรพ์ ที่มีจุดเด่นในตัวเองอยู่หลายประการ

ประการแรกก็คือเรื่องความหล่อ ......พี่สุเทพเป็นคนที่เรียกว่าหล่อลากดินทีเดียว  หน้าเรียว  ตาโตและหวานซึ้ง   พนักงานประนอมหนี้รุ่นดึกดำบรรพ์ไม่มีใครหล่อเกินแก

ประการที่สองคือเรื่องการเดิน.......พี่สุเทพ จะมีลีลาในการเดินไม่เหมือนคนอื่น  นั่นคือแกจะเดิน 3 ก้าว กระโดด 1 ครั้ง ถ้าเปรียบเทียบกับท่วงทำนองจังหวะลีลาศ  ก็น่าจะคล้ายกับ ช่า..ช่า..ช่า.. คือ ก้าว.. ก้าว.. ก้าวชิดก้าว   จึงเป็นสัญญลักษณ์เฉพาะตัวที่ใครเห็นท่าเดิน ไม่ต้องมองหน้า ก็รู้ได้ว่าเป็นที่สุเทพ  มีอยู่วันหนึ่ง ฉันขับรถไปหาพี่ชายที่อยู่บางกรวย  บังเอิญรถติดยาว ทำให้มีโอกาสได้มองโน่นนั่นนี่  เหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่ง เดิน ๆ ๆ กระโดด อยู่ริมฟุตบาทฝั่งตรงข้าม  ในใจคิดว่าในโลกใบนี้  ยังมีคนที่เดินเหมือนพี่สุเทพอีกหรือ  ครั้นเพ่งมองไปอีกครั้ง  ไฮ้.!  พี่สุเทพนั่นเอง  โอ้  ..พระเจ้า  พี่สุเทพไม่เคยเดินจังหวะอื่นเลยหรือนี่...นี่ขนาดแกเกษียณไปเกินกว่า 10 ปีแล้วนะ....

ประการที่สามคือเรื่องการคิดดี.........พี่สุเทพเป็นคนที่ดีมาก ๆ คนหนึ่ง  แกไม่เคยคิดร้ายกับใครเลย  ไม่เคยโกรธใครเลย วันใดที่แกเสนอขออนุมัติฟ้องล้มละลายลูกหนี้  วันรุ่งขึ้นแกยังต้องทำบุญตักบาตรเพื่อขออโหสิกรรม  พี่สุเทพจะดีกับทุกๆ คนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย  แต่โลกใบนี้ มักจะมีช่องว่างในทุกเรื่องอยู่เสมอ  ในความดีของพี่สุเทพที่ไม่เคยคิดร้ายต่อใคร  จึงกลายเป็นจุดอ่อน  ที่ทำให้พี่สุเทพมักจะถูกน้อง ๆ  แกล้งอยู่เสมอ

พี่สุเทพเป็นคนที่ชอบกินกล้วยย่าง อย่างเป็นชีวิตจิตใจ มีอยู่วันหนึ่งพี่สุเทพ ถือถุงใส่กล้วยย่างลูกกลม ๆ  มา 3 ลูก โดยปกติแกจะกินกล้วยย่างจนหมดแล้วจึงไปเข้าห้องน้ำ  แต่วันนั้น สงสัยแกจะปวดมาก จึงวางถุงกล้วยย่างไว้บนโต๊ะ แล้วไปเข้าห้องน้ำก่อน  น้องผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งชอบกินกล้วยเหมือนกันแต่เป็นกล้วยทับแบน ๆ  แกล้งนำถุงกล้วยทับแบน  ไปวางสลับกับถุงกล้วยย่างกลมของพี่สุเทพ  และนำถุงกล้วยกลมมาแอบไว้   เมื่อพี่สุเทพเดินกลับนั่งโต๊ะ  และเปิดถุงกล้วย หวังจะกินให้อิ่มใจ  แต่ทุกคนแทบจะหัวเราะก๊าก  เมื่อเห็นพี่สุเทพ  มองกล้วยทับด้วยแววตาฉงน และขมวดคิ้วด้วยความสงสัยอยู่พักใหญ่แต่ก็กินกล้วยทับไปเหมือนไม่มีอะไรแตกต่าง

นอกจากนี้ ยังมีอีก... มีอยู่วันหนึ่ง พี่สุเทพ ลุกจากเก้าอี้ไปเข้าห้องน้ำอีกนั่นแหละ  น้องคนหนึ่งได้นำขี้ปลอมที่เป็นพลาสติก  ไปวางไว้บนเก้าอี้ที่พี่สุเทพนั่ง   พอแกกลับมาเห็นเข้า  ทุกคนเห็นแววตาที่แสยะแบบสะอิดสะเอียน  แล้วแกก็ดึงกระดาษทิชชู ไปวางทับก้อนขี้ปลอมก้อนนั้น  ค่อย ๆ หยิบทิ้งถังขยะ  แล้วแอบเอามือมาดม เมื่อเห็นว่าไม่เหม็นก็ทำงานต่อไปโดยไม่ได้โวยวายว่าใครเลยแม้แต่น้อย .........

นี่คือความดีของพี่สุเทพ  ซึ่งหาได้ยากนัก ไม่ว่าจะเป็นสังคมยุคไหน  เป็นความดีที่ทำให้คนต้องระลึกถึง !
ความดีของพี่สุเทพ ที่ไม่เคยกล่าวร้ายใคร จึงเป็นที่จดจำอยู่ในใจของน้อง ๆ  ทุกคน และไม่มีใครลืมพี่สุเทพได้เลย.....

วันฉลองโบนัส




คนที่ทำงานธนาคาร จะมีความสุขได้อย่างน้อยก็ปีละ 2 ครั้ง นั่นก็คือวันที่โบนัสออกทั้งกลางปีและสิ้นปี  ในวันนั้นจะเป็นวันที่เห็นแต่รอยยิ้มของพนักงาน  หากใครไม่โดนหักชำระหนี้  ก็จะยิ้มกว้างหน่อย  ใครที่โดนหักชำระหนี้ ก็จะยิ้มมุมปากแบบที่คนเห็นแล้วก็ต้องเข้าใจว่า ปีนี้ยังไม่ใช่โอกาสของเขา

ฉันมีเพื่อนอยู่ 2 คนที่เมื่อได้โบนัสมา ก็จะต้องคำนวณทุกครั้งไปว่าได้ในสัดส่วนกี่เท่าของเงินเดือน สมเหตุสมผลกับผลกำไรจากการประกอบการของธนาคารหรือไม่  และจะต้องวิพากวิจารณ์กันมันหยดทุกครั้ง  หากไม่เป็นไปตามเหตุผลที่เหมาะสม

ในปีนั้น เพื่อน 2 คนนี้ได้กี่เท่าก็ยังไม่อาจเปิดเผยได้  เพราะการคำนวณยังไม่เสร็จสิ้น ก็เกิดอุบัติเหตุก่อนกับเพื่อนคนหนึ่ง  !
ซิบกางเกง แตกออกเป็น 2 ซีก ระหว่างการคำนวณ  ทำให้ต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว  และพากันไปหาช่างซ่อมซิป  โดยทั้ง 2 ชวนกันไปที่ประตูน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งสารพัดอย่างที่มี  เมื่อไปถึงก็เลือกช่างซ่อมที่แก่หน่อย  ด้วยความเห็นใจสงสารและถือโอกาสทำบุญกับคนแก่ไปด้วยเลย ..................

แต่เรื่องที่ไม่คาดฝัน มักจะเกิดขึ้นได้เสมอ ...............

ระหว่างที่ถอดกางเกงออกเพื่อให้ช่างซ่อม  โดยนุ่งผ้าขาวม้าแทนระหว่างรอการซ่อม นัยว่าไม่เกิน 10 นาทีก็จะแล้วเสร็จ แต่เป็น 10 นาที ที่มีอุบัติเหตุขึ้นซ้ำสอง  เมื่อเจ้าหน้าที่เทศกิจ เป่านกหวีดไล่ช่างซ่อมไม่ให้วางแผงเกะกะทางเท้า ทำให้ช่างซ่อมต้องยกหาบวิ่งหนีเจ้าหน้าที่เทศกิจ เพื่อจะไม่ให้โดนจับเสียค่าปรับ  จึงต้องวิ่งหนีกันไปพร้อมกันทั้งผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้าง

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งสองครา  แม้จะเป็นเพียงเหตุเล็ก ๆ  แต่ก็ทำให้คิดได้ว่า....ในชีวิตของคนเรา  สิ่งที่ไม่คาดฝัน....มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในทุกเวลานาที   !   สมควรรำลึกถึงหลักธรรมะ ในเรื่อง....ความไม่ประมาท  ให้เป็นนิจ  ! 

สุดท้ายแล้ว เพื่อนฉันคนนั้น ก็ยกเลิกการว่าจ้าง  รับกางเกงกลับคืนมาใส่ตามเดิม โดยแวะซื้อเข็มกลัดตัวเล็กๆ 1 โหลติดกลัดไว้รอบซิบแทน  มั่นคงแข็งแรงดีกว่าเป็นไหน ๆ   !

เป็นการฉลองโบนัสที่วิเศษสุด เท่าที่เคยได้ยินมา...ปีนั้น ไม่ว่าจะได้โบนัสกี่เท่า  ก็นับว่าคุ้มทีเดียว....

วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2555

วัดในกลาง





วัดในกลาง ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี  เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมานานเกินกว่า 200 ปีแล้ว เป็นวัดที่อยู่คู่ชุมชนชาวบ้านแหลมมาเป็นเวลานาน  กระดูกของบรรพบุรุษหลายตระกูลได้บรรจุไว้ที่เจดีย์ในบริเวณวัดแห่งนี้  รวมถึงกระดูกบรรพบุรุษตระกูลของข้าพเจ้า

ในวันที่ 14 เมษายน ของทุก ๆ ปี พวกเราลูกหลานจึงรวมตัวกันไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับกันเป็นประจำไม่เคยขาด และได้พบปะกับชาวบ้านอีกหลาย ๆ ผู้คนซึ่งมาทำบุญ มาติกา ในช่วงนี้อย่างมากมาย

วัดแห่งนี้แต่เดิมมีสภาพเก่าและทรุดโทรมมาก  ข้าพเจ้าจำความได้ว่า หลวงพ่อเพชร (พระครูพัชรคุณาธาร) ท่านเจ้าอาวาสองค์ก่อน ได้เคยเตรียมการบูรณะครั้งยิ่งใหญ่  โดยได้รับความช่วยเหลือทั้งจากกรมศิลปากร และชาวบ้านในท้องถิ่นร่วมบริจาคเงินจำนวนมาก แต่ท่านก็มาถึงแก่มรณภาพเสียก่อน ตั้งแต่ปี 2542  โดยก่อนการมรณภาพทราบว่าท่านได้ทำพินัยกรรมด้วยวาจามอบหมายให้ท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน (พระมหาสมยศ ฐิติโก) ซึ่งมาจากสวนโมกข์ อำเภอไชยา ทำการบูรณะและทำนุบำรุงวัดให้ลุล่วง

การไปทำบุญที่วัดในกลางในปีนี้ จึงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  จากสภาพวัดที่ทรุดโทรมในครั้งก่อน ได้เปลี่ยนเป็นสภาพใหม่อย่างผิดตา จึงอยากบันทึกไว้เพื่อจดจำ


สภาพโบสถ์หลังเก่า



สภาพศาลาการเปรียญหลังเก่า


โยสถ์หลังใหม่

ศาลาการเปรียญหลังใหม่ทำด้วยไม้สักทั้งหลัง



ศาลาการเปรียญหลังใหม่มีรั้วรอบขอบชิด


ภายในศาลาการเปรียญหลังใหม่ ประดิษฐานพระพุทธรูป สมัยสุโขทัย

ติดกับศาลาการเปรียญจะมีศาลาทรงไทยไม้สักประดิษฐานพระรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชให้ชาวบ้านเคารพสักการะ





ประวัติศาสตร์ของศาลาการเปรียญหลังนี้ เดิมเป็นพระที่นั่งในพระบรมมหาราชวังสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่รอดจากถูกพม่าเผาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดเกล้าให้ย้ายพระที่นั่งองค์นี้ นำมาปลูกถวายเป็นศาลาการเปรียญวัดในกลาง (นามเดิม วัดกลางสนามจันทร์) ซึ่งเป็นมาตุภูมิของสมเด็จราชชนนีของพระองค์ คือกรมสมเด็จพระเทพามาตย์  "คุณแม่นกเอี้ยง"  เพื่อเป็นการขอบพระทัยต่อชาวบ้านแหลมที่เคยได้ช่วยเกื้อกูลต่อพระราชชนนีนกเอี้ยง ในยามบ้านเมืองเกิดศึกสงครามและในครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ส่งพระราชชนนีนกเอี้ยงมาอยู่กับหมู่ญาติพี่น้องที่บ้านแหลม แขวงเมืองเพชรบุรี พร้อมๆกับพระราชทานถวายศาลาการเปรียญหลังนี้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้พระราชทานพระพุทธรูป "หลวงพ่อสุโขทัย" ถวายวัดในกลาง และเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญคู่วัดในกลางมาตราบเท่าทุกวันนี้

ความสวยงามของสถาปัตยกรรมที่วัดแห่งนี้ มีปรากฏให้เห็นโดยทั่วไป











ขณะนี้เหลือเพียงเมรุเผาศพ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ยังไม่แล้วเสร็จ ดูเพียงโครงสร้างก็มีความสง่างามอย่างเห็นได้ชัด



ปัจจุบันท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน (พระมหาสมยศ) ได้ปรับภูมิทัศน์ของวัดได้อย่างสวยงามมาก สร้างความสงบร่มรื่นเมื่อได้พบเห็น และยังมีการสอนปฏิบัติธรรม ในทุกๆวันเสาร์ อีกด้วย



วัดในกลางแห่งนี้  จึงเป็นหนึ่งในมรดกของชาวบ้านแหลม ที่ควรแก่การหวงแหนและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง



ขอขอบคุณภาพเก่าจากวัดในกลาง