บทความที่ได้รับความนิยม

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อรุณประดิษฐ์ ...ในความทรงจำ




ข้าพเจ้ามีโอกาสได้นึกถึงโรงเรียนเก่าอีกครั้งก็ตอนที่นักเรียนรุ่นน้องคือ รุ่น 109  ได้จัดงานมุทิตาจิต  เชิญคุณครูเก่า ๆ หลายท่านมาร่วมงานย้อนรอยอดีตสมัยที่เป็นนักเรียนอรุณประดิษฐ์  และพอได้ทราบว่าการเตรียมงานของพวกเขามีความคืบหน้ามาก  สามารถติดตามเชิญครูเก่าๆ มาได้หลาย ๆ ท่าน  ก็พลอยดีอกดีใจไปกับเขาด้วย  คุณครูหลาย ๆ ท่านซึ่งขณะนี้ก็คงแก่ชรามากแล้ว เชื่อว่าท่านคงปลาบปลื้มเมื่อทราบว่าศิษย์ยังระลึกถึง

นี่คงจะเนื่องเพราะคำสั่งสอนของคุณครูเหล่านั้นนั่นเอง  ที่เพียรอบรมให้ลูกศิษย์เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม ...วันนี้จึงเกิดขึ้น  ข้าพเจ้าเชื่อว่าศิษย์ที่ระลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะเจริญรุ่งเรือง จึงแอบอวยพรเงียบ ๆ ในใจ  ให้พวกเขาเหล่านั้นประสพความสำเร็จกันโดยถ้วนทั่ว 


ข้าพเจ้าก้าวเข้ามาใช้ชีวิตในรั้วของอรุณประดิษฐ์เมื่อตอนที่เรียนชั้นประถม 6  มีคุณครูประจำชั้นชื่อคุณครูทองเจือ เพียรสถาพร  ครูทองเจือยามนั้นยังเป็นสาววัยรุ่น ไว้ผมทรงบ๊อบ ยีผมจนหัวโต มีก้นหอยข้างแก้มเก๋ไก๋มาก และสอนวิชาภาษาอังกฤษด้วย จึงเป็นเรื่องที่นักเรียนเช่นข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งและภูมิใจว่าท่านเป็นครูที่จ๊าบและโก้หรููที่สุดในโรงเรียนเพราะอายุยังน้อยและเก่งมาก สอนอยู่ไม่กี่สัปดาห์โรงเรียนก็ส่งไปดูงานที่อิสราเอล  ยิ่งทำให้รู้สึกทึ่งมากขึ้นไปอีก คิดว่าครูประจำชั้นห้องเราต้องเป็นคนเก่งระดับแถวหน้าของโรงเรียนแน่  เวลาใครถามว่าอยู่ห้องใคร  ก็จะบอกด้วยความภาคภูมิใจว่าอยู่ห้องครูทองเจือ



ชั้นประถม 6  ขณะนั้น  มีนักเรียนน่าจะประมาณ  30  กว่าคนเห็นจะได้  หลายคนก็มากมายหลายนิสัย  และซุกซนกันไปตามประสาเด็ก  ข้าพเจ้าจะได้ยินครูทองเจือส่งเสียงดุนักเรียนทุกวัน  แต่ครูทองเจือเป็นคนเสียงนิ่ม  คำดุจึงไม่ค่อยขลัง  เวลาครูออกจากห้อง  นักเรียนก็จะไล่แกล้งกันจ้าละหวั่นทุกครั้งไป   มีเพื่อนอยู่ 3 คนที่ข้าพเจ้ากลัวเขามากหนักหนาในช่วงเวลานั้น   คนแรกชื่อศานิตย์  นามสกุลอะไรก็จำไม่ได้  เพื่อนคนนี้ชอบแกล้งคนอื่นทุกครั้งที่ทำเวรห้องตอนเลิกเรียน  โดยถือไม้กวาดไล่แหย่เพื่อน ๆ อยู่ตลอด ข้าพเจ้าเป็นเด็กตัวเล็ก  ทำได้อย่างเดียวคือต้องวิ่งหนีทุกครั้งไป   เพื่อนคนที่ 2  ชื่อไอ้หมึก  ข้าพเจ้าจำไม่ได้ทั้งชื่อจริงและนามสกุลจริง  แต่ไอ้หมึกนี่เป็นขาใหญ่ประจำห้อง  ชอบส่งเสียงดังและมีนิสัยนักเลง แต่ไอ้หมึกก็ไม่เคยทำร้ายเพื่อนในห้องเลยแม้แต่ครั้งเดียว   ตรงกันข้าม การมีไอ้หมึกอยู่ห้องเรา  ทำให้เพื่อนห้องอื่น ๆ ดูจะเกรงขามห้องเราไปด้วย  ไอ้หมีกจึงเป็นคุณต่อเพื่อนไปโดยไม่รู้ตัว เพื่อนคนสุดท้ายที่ข้าพเจ้ากลัวเขาหนักหนา เขาชื่อดนัย  มีอิ่ม ความน่ากลัวของดนัยมิได้อยู่ที่การชอบแกล้งเพื่อนเช่นศานิตย์หรือเป็นขาใหญ่ประจำห้องเช่นไอ้หมึก แต่ความน่ากลัวของเขาก็คือความอ้วนของเขานี่แหละ  ดนัยเป็นคนที่อ้วนมาก ๆ จนน่ากลัว  เวลาเดินไปไหนก็ต้องใช้เนื้อที่เยอะมาก ข้าพเจ้าจำได้ว่าต้องหลบจนตัวลีบ เมื่อเขาเดินผ่าน เพราะเกรงว่าเขาจะล้มทับเอา

ชีวิตในอรุณประดิษฐ์ เป็นช่วงที่มีความสุขสนุกสนานเป็นที่สุด  โดยเฉพาะชั่วโมงพละศึกษา ที่มีคุณครูวนิดา ศรียาภัย เป็นผู้สอน เพราะครูวนิดาเป็นคนสนุก และเอาจริงเอาจังในการสอน เราจะทุ่มกันสุดตัวในชั่วโมงนี้เพื่อให้รู้แพ้รู้ชนะกันให้ได้ในวิชาแชร์บอล    อาจารย์บุคเคอร์ และ แหม่มลูอิส บุคเคอร์  เป็นอีก 2 ท่านที่ยังจำได้ว่าสอนภาษาอังกฤษในบางครั้ง นักเรียนจะชื่นชมในความน่ารักที่ท่านพยายามพูดภาษาไทย  และพยายามสอนให้พวกเราพูดภาษาอังกฤษกัน



จะมีก็เพียงชั่วโมงมารยาทของคุณครูเพ่ง มหานนท์  ทุกอย่างก็จะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ   ครูเพ่งจะพูดเสมอว่า "เป็นกุลสตรี ต้องเรียบร้อย จะเข้าหาผู้ใหญ่ต้องรู้จักนอบน้อม ต้องเดินด้วยเข่าเข้าไปหา  ต้องนั่งพับเพียบให้เรียบร้อย  ต้องวางมือขวาทับมือซ้าย  ต้อง............ต้อง.... " ครูเพ่งเป็นคนที่พูดเสียงเข้ม  คำพูดมีน้ำหนัก  จึงทำให้ดูว่าเป็นคนดุ  ชั่วโมงมารยาทของครูเพ่งทุกคนก็จะสงบเสงี่ยมเจียมตัวไปโดยอัตโนมัติ   มารยาทขั้นพื้นฐานที่ครูเพ่งอบรมสั่งสอน  แม้ยามนั้นดูจะเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ  แต่เมื่อเติบใหญ่ มีหลายครั้งที่จำเป็นต้องรักษามารยาท  ก็จะนึกถึงครูเพ่งและรำลึกในพระคุณของท่านทุกครั้งไป



และมิใช่เพียงเฉพาะครูเพ่งเท่านั้น  ครูขวัญ  ครูชาญ  และคุณครูอื่นอีกหลาย ๆ ท่าน ที่ได้อบรมสั่งสอนทั้งโดยหลักการ และเทศนาตามหลักธรรมในพระคัมภีร์  ซึ่งทุกคนจะได้รับการอบรมทุกสัปดาห์หลังจากที่ได้ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้ากันแล้ว ข้าพเจ้ายังจำได้ถึงท่าทีของอาจารย์สมเพชร วิชัย ตอนท่านเล่นเปิยโน มือก็กดแป้น  ศรีษะก็พยักตามจังหวะ  สายตาก็จ้องมาที่เด็กนักเรียน ว่ามีใครไม่อ้าปากร้องบ้าง  คิดแล้วยังนึกขันตัวเองที่บางครั้งแกล้งอ้าปากตามครูโดยไม่มีเสียงออกจากลำคอ  บาปจริง ๆ




สิ่งหนึ่งที่คุณครูขวัญได้เทศนาในห้องประชุม ที่ข้าพเจ้ายังจำได้อยู่จนทุกวันนี้ .................

"จงรักเพื่อนบ้านของท่าน    เหมือนรักตัวท่านเอง"  ........
"จงเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ  เพราะการให้จะทำให้เรามีความสุข"................

สิ่งที่ครูขวัญเทศนาก็คือสัจจธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  ข้าพเจ้าเห็นว่า การปูพิ้นฐานจิตใจของเด็กนักเรียนในวิธีการที่โรงเรียนอรุณประดิษฐ์ได้กระทำ  เป็นสิ่งที่ได้ผล เพราะเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้น  ก็จะเป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ  อย่างน้อยก็คนกลุ่มหนึ่งคือพวกนักเรียนเก่าอรุณประดิษฐ์ของเรานี่แหละ  ในชีวิตนี้ข้าพเจ้าจึงไม่อาจลืมคุณครูขวัญ  สัตย์สงวนได้


  
 
โรงเรียนอรุณประดิษฐ์เป็นโรงเรียนเอกชนแห่งแรกของจังหวัดเพชรบุรีซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่โดดเด่น มาตั้งแต่ปี 2404  จากการที่เริ่มมีคณะมิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนา  ภรรยาของหมอแม็กฟาร์แลนด์ได้ชักชวนเด็กผู้หญิงในเมืองเพชรมาเรียนเย็บปักถักร้อย  โดยนำจักร์เย็บผ้ามาเป็นอุปกรณ์ในการสอน  และสร้างโรงเรียนหลังแรกเสร็จในปี พ.ศ. 2408 ใช้ชื่อว่า"โรงเรียนการช่างสตรี" เพราะสอนแต่วิชาการช่างและสอนเฉพาะเด็กหญิง  การสอนเย็บผ้าน่าจะเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเมืองเพชร จึงทำให้เมืองเพชรขณะนั้นได้ชื่อว่าเป็น "เมืองแห่งจักรเย็บผ้า"



           
                                Image

  

กิจการโรงเรียนมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ พร้อม ๆ กับความสำเร็จในการเผยแพร่คริสต์ศาสนา และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนมาเป็น "โรงเรียนอรุณสตรี" หลังจากนั้นก็มีการสร้างโรงเรียนชายอีกแห่งหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน ชื่อ "โรงเรียนประดิษฐ์วิทยา" และมีการพัฒนารวมเป็นโรงเรียนสหศึกษาในเวลาต่อมา ใช้ชื่อว่า "โรงเรียนอรุณประดิษฐ์" มาจนถึงปัจจุบัน  นั่นคือประวัติที่นักเรียนอรุณประดิษฐ์ทุกคนควรภาคภูมิใจ
   

      

ข้าพเจ้าเรียนอยู่ที่อรุณประดิษฐ์ตั้งแต่ชั้นประถม 6  จนถึงมัธยม 3  ก็ออกมาเรียนต่อที่กรุงเทพ โดยตั้งความหวังว่า จะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษากันให้ได้  เมื่อคุณครูได้เห็นความตั้งใจของพวกเรา ก็ตั้งหน้าตั้งตาติวให้อย่างเข้มข้น  ครูที่ข้าพเจ้าไม่สามารถลืมได้ก็คือคุณครูพิเชษฐ์ ชิโนวรรณ  ที่ติวให้พวกเราจนค่ำมืดทุกวัน  และครั้นจะปล่อยให้นักเรียนกลับบ้านเอง ก็ห่วงนักเรียน  ครูพิเชษฐ์ต้องขี่จักรยานต์คุมพวกเรากลับบ้าน ส่งแต่ละคนจนถึงบ้าน  จนครบทุกคน  ครูพิเชษฐ์ถึงขี่จักรยานต์กลับบ้าน  บุญคุณของครูพิเชษฐ์  จึงยากนักที่จะลืมได้  แต่ในที่สุดข้าพเจ้าก็สอบเข้าเตรียมอุดมไม่ได้ และต้องไปเรียนที่โรงเรียนสมถวิลราชดำริ   คงสร้างความผิดหวังให้แก่ครูไม่น้อยทีเดียว 

ข้าพเจ้ามีญาติพี่น้องหลายคนที่เรียนอยู่อรุณประดิษฐ์  อาทิเช่น  สุนันท์ สรรพอุดม , ณรงค์ สรรพอุดม , สมยศ สรรพอุดม , จารุณี สรรพอุดม , ประพนธ์ สรรพอุดม ,  กาญจนา  วรศิริ , จารีต วรศิริ , ศิรี วรศิริ , พยัคฆ์ วรศิริ , อุไรวรรณ วรศิริ ,  สุริยัน วรศิริ   และหลายคนกลับมาเป็นครูสอนที่อรุณประดิษฐ์ 



ครูกาญจนา วรศิริ  พี่สาวคนหนึ่งของข้าพเจ้า เล่าให้ฟังว่า เข้ามาเรียนอรุณประมาณปี พ.ศ. 2489 ช่วงนั้นลำบากลำบนมาก   เพราะเป็นช่วงที่ประเทศไทยเพิ่งผ่านสงครามโลกมา  บ้านเมืองยังไม่เรียบร้อยดีคนจนมีอยู่เยอะ  นักเรียนส่วนใหญ่ก็จนกัน  มาเรียนที่อรุณสตรี  ก็ไม่มีกระโปรงใส่  ต้องนุ่งผ้าถุงมา ช่วงนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคต ประชาชนไว้ทุกข์ให้ทั้งประเทศ บรรดา นักเรียนโรงเรียนอรุณ ต้องนุ่งผ้าถุงดำมาเรียน  และต้องใส่หมวกกะโร่อีกด้วย นึกภาพแล้วก็ดูน่าจะเก๋ไก๋ไม่น้อยทีเดียว สังคมไทยช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงเริ่มรับเอาวัฒนธรรมของตะวันตกมาใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ 

ครูกาญจนาเป็นคนสวยและเรียนดี  อีกทั้งชอบช่วยเหลือในเรื่องกิจกรรมของโรงเรียน  ไม่ว่าคุณครูจะให้ทำอะไรก็ทำหมดทุกอย่าง  จนเปรียบเสมือนเป็น"ดาวอรุณ" ก็ไม่ปาน และที่สำคัญเป็นศิษย์รักมากๆของครูขวัญ  ในแต่ละวันครูขวัญก็จะให้ออกไปชักธงชาติบ้าง  และช่วยเหลืองานอื่นๆ บ้าง  วันอาทิตย์ก็ให้ไปจัดดอกไม้ที่โบสถ์ศรีพิมลธรรม   มีอยู่ช่วงหนึ่งป่วยหนัก เป็นไข้หวัด ความร้อนขึ้นสูงมาก  ครูขวัญให้ไปนอนข้าง ๆ ห้องพักของท่าน และคอยเช็ดตัว ดูแลอาการไข้ให้   พยาบาลเหมือนดั่งเป็นแม่คนหนึ่ง  ครูกาญจนาเล่าถึงคุณครูขวัญด้วยความซาบซึ้งใจ เพราะความที่ครูขวัญรักครูกาญจนามาก   จึงได้ตั้งชื่อหลานสาวคนหนึ่งว่า "กาญจนา"  สัตย์สงวน

ถึงแม้ครูกาญจนา จะเป็นศิษย์รักของครูขวัญเพียงใด  แต่ถ้าทำผิดละก็หนักกว่าคนอื่นหลายเท่า มีอยู่ครั้งหนึ่งชวนเพื่อน ๆ แอบออกไปแอกท่าถ่ายรูปกันที่ตลาดเมืองเพชร  ถูกครูขวัญทำโทษสั่งกักบริเวณเป็นเดือน เล่นเอาเข็ดเลย  ไม่กล้าทำอะไรโลดโผนอีก  คุณครูนิภา เป็นอีกท่านหนึ่งที่รักครูกาญจนามากและเมื่อคราที่จบจากอรุณประดิษฐ์ ต้องไปเรียนต่อที่อื่น ครูนิภา ท่านสนับสนุนให้เรียนครู  ขณะที่ครูอีกท่านหนึ่งสนับสนุนให้เรียนหมอที่ศิริราช  ด้วยความที่รักครูนิภามาก  จึงเชื่อคำแนะนำของครูนิภา ตัดสินใจเรียนครูอย่างแน่วแน่  คุณครูขวัญเห็นว่าเมื่อเจ้าตัวตัดสินใจเช่นนั้น ก็สนับสนุนให้เป็นนักเรียนทุนไปเลย จึงเป็นโชคดีที่ไม่ต้องรบกวนเงินทางบ้าน  เมื่อเรียนครูจบ  จึงมาเป็นครูที่อรุณ

ครูสุนันท์ สรรพอุดม  , ครูจารีต  วรศิริ ,  ครูสิริ  วรศิริ  พี่สาวของข้าพเจ้าเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียนอรุณ และกลับมาเป็นครูที่อรุณ

ครูสุนันท์กับลูกศิษย์

ครูจารีตกำลังสอน

อ.กาย,ครูสิริ,พี่ปิ๊ด,ครูสุนันท์,ครูสาคร,ครูวินัย วันงานโรงเรียน

ชีวิตในอรุณประดิษฐ์ ช่วงที่สนุกสนานเป็นที่สุด เห็นจะเป็นช่วงคริสต์มาส ที่ทุกคนกระตือรือร้นที่จะเสกสรรค์งานให้หวือหวา ตามความคิดของแต่ละห้องในช่วงนั้น  คุณครูก็ใจดีเปิดโอกาสให้เลิกเร็วเพื่อมาจัดเตรียมงาน  บางห้องก็จัดเป็นซุ้มแปลก ๆ บ้าง,บางห้องทำเสียโลดโผน เช่นห้อง ม.ศ.3 ก ที่ข้าพเจ้าอยู่เป็นปีสุดท้าย  จัดทำเป็นซุ่มคริสต์มาสที่เก๋ไก๋มากคือซานตาคอส โล้ชิงช้า โดดเด่นกว่าห้องใด ๆ วันนั้นสนุกสนานเป็นที่สุดแล้ว เพราะแต่ละคนคิดเหมือนกันว่า เป็นปีสุดท้ายที่จะอยู่ร่วมกันที่โรงเรียนอรุณประดิษฐ์แห่งนี้


เมื่อใกล้วันที่จะอำลากัน ความรู้สึกอาลัยที่แต่ละคนมีต่อกัน แสดงออกชัดเจนขึ้น พอๆ กับการที่ต้องคร่ำเคร่งในการดูหนังสือสอบไล่ ในทุก ๆวันจะต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งในการเขียนคำอำลาอาลัยในสมุด Friendshipให้กันและกัน  ข้าพเจ้ายังเก็บสมุด Friendship  ไว้อยู่จนปัจจุบัน  พอมาอ่านครั้งใด ก็ให้มีความสุขทุกครั้งและไม่เพียงแต่เพื่อนเท่านั้นที่เขียน Friendship ให้กัน  แต่คุณครูหลายท่านก็ยังร่วมเขียนอวยพรและให้กำลังใจนักเรียนด้วย


Friendship ที่ครูวิภาวีเขียนให้



Friendship ที่ครูอารมณ์เขียนให้

เมื่อนึกถึงชีวิตในอดีตที่อรุณประดิษฐ์ครั้งใด ก็จะมีความสุขทุกครั้ง  ความทรงจำที่มีที่อรุณประดิษฐ์จึงไม่อาจลืมได้จริง ๆ ......

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น